แห้วสุพรรณ GI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 183 ล้านบาทต่อปี กรมทรัพย์สินทางปัญญาติดตามครบ 10 ปี
กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของสินค้า GI “แห้วสุพรรณ” ซึ่งขึ้นทะเบียนครบ 10 ปีในปี 2569 โดยพบว่าสร้างมูลค่าทางการตลาดรวมประมาณ 183 ล้านบาทต่อปี พร้อมหารือแนวทางการพัฒนาคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางจำหน่ายเข้าสู่ห้างค้าปลีกและตลาดส่งออก
ผลสำเร็จและข้อมูลเชิงลึกของแห้วสุพรรณ GI
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันจังหวัดสุพรรณบุรีมีผู้ผลิตแห้วสุพรรณ 169 ราย ผลผลิตรวมกว่า 5.2 ล้านกิโลกรัมต่อปี จำหน่ายในตลาดค้าส่งสำคัญ เช่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดศรีเมือง และตลาดโคราช ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 80–100 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 1.14 – 1.43 เท่า จากราคาก่อนขึ้นทะเบียน GI ที่ประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัม
พื้นที่ปลูกเพิ่มเป็นประมาณ 3,000 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3–4 ตันต่อไร่ และมีผู้ผลิตที่ขึ้นทะเบียน GI ประมาณ 43 ราย การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลหลังแห้วสุพรรณได้รับ GI ครบ 10 ปี และหารือกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ รวมถึงการขยายตลาดเข้าสู่ห้างค้าปลีก
การพัฒนาคุณภาพและโอกาสทางการตลาด
กรมฯ เน้นให้ผู้ประกอบการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ผู้ผลิตที่ผ่านการประเมินจะได้รับอนุญาตใช้ตรา GI ไทยคราวละ 2 ปี และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การตลาดออนไลน์ งานแสดงสินค้า และการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน
นอกจากนี้ ยังมีการหารือโอกาสในการส่งออก โดยมีผู้นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาให้ความสนใจแห้วสดและแห้วปอกเพื่อนำไปใช้ประกอบอาหาร ขณะที่กรมฯ เตรียมผลักดันสินค้า GI ไปเจรจาธุรกิจในต่างประเทศ เริ่มจากตลาดเอเชีย กรมฯ ยังแนะนำผู้ประกอบการเรื่องการสร้างแบรนด์ การจดเครื่องหมายการค้าในและต่างประเทศ และการใช้จุดเด่นด้านโภชนาการของแห้ว เช่น ใยอาหารสูง และผลิตภัณฑ์แป้งแห้วที่ไม่มีกลูเตน เพื่อขยายตลาดกลุ่มผู้บริโภคสายสุขภาพในระยะยาว
ความท้าทายและแผนการในอนาคต
จ่าสิบเอกอนันต์ ดอกกุหลาบ ประธานวิสาหกิจชุมชนวังยางเจริญ ระบุว่า การได้รับ GI ช่วยเพิ่มการรับรู้สินค้าและยกระดับราคา แต่ยังมีข้อจำกัดด้านแรงงาน และมีแผนนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในอนาคต “หลังได้ GI ราคาปรับจากกิโลละประมาณ 70 บาท เป็น 80–90 บาท บางช่วงถึง 95 บาทต่อกิโลกรัม พื้นที่ปลูกประมาณ 3,000 ไร่ แต่ยังมีปัญหาแรงงานขาดแคลน”
กรณีศึกษามะพร้าวน้ำหอม GI 4 จังหวัด
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังเปิดเผยถึงผลผลิตมะพร้าวน้ำหอม GI ว่า ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอม GI มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 4 พื้นที่ ได้แก่ บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ราชบุรี สมุทรสงคราม และบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อปีกว่า 5,700 ล้านบาท โดยทั้ง 4 จังหวัด มีเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตประมาณ 16,000 ราย แต่ผู้ที่สามารถผลิตได้ตรงตามข้อกำหนดมาตรฐาน GI และผ่านการรับรองมีประมาณ 450 รายเท่านั้น
สัดส่วนการตลาดพบว่า มะพร้าว GI ส่งออกประมาณ 90% ส่วนการบริโภคภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 8% จุดสำคัญของสินค้า GI คือ ความพิเศษที่ได้รับการคุ้มครองชื่อและการใช้ตราสัญลักษณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น กระบวนการตั้งแต่การปลูก การผลิต จนถึงการคัดคุณภาพต้องเป็นไปตามสเปกที่กำหนด
แนวทางการขับเคลื่อนในอนาคต
กรมฯ มองว่าการดำเนินงานต่อจากนี้ จำเป็นต้องร่วมมือกับจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรเกี่ยวกับมาตรฐาน GI ให้สามารถผลิตได้ตรงตามเกณฑ์มากขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ได้รับการรับรอง ยกระดับมูลค่าสินค้า และขยายโอกาสทางการตลาดในอนาคต โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่ยังมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง



