ทดลองเลี้ยงปลาบู่ในกระชังที่อ่างทอง ประสบความสำเร็จ ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้สูง
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอ่างทอง ประสบความสำเร็จในการทดลองเพาะเลี้ยงปลาบู่ในกระชังในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นอย่างดี โดยเฉพาะจากราคารับซื้อที่สูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ
รายละเอียดการทดลองและพัฒนาการ
นางสาวจิระภา โพธิ์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอ่างทอง พร้อมทีมงาน ได้นำปลาบู่ที่ได้จากการเพาะพันธุ์มาทดลองเลี้ยงในกระชังขนาด 1x1x1.30 เมตร ในคลองโผงเผง ซึ่งเป็นคลองสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
การทดลองนี้เริ่มต้นจากการนำพ่อแม่พันธุ์ปลาบู่มาจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปทุมธานีในปี 2559 และดำเนินการเพาะเลี้ยงจนถึงปี 2564 ซึ่งพบพัฒนาการสำคัญคือปลาบู่สามารถกินอาหารเม็ดแทนการกินอาหารประเภทเนื้อตามธรรมชาติได้สำเร็จ
จากนั้น ทีมวิจัยได้ทดลองปล่อยปลาบู่ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงอายุ 1 ปี มีขนาดความยาว 16 เซนติเมตร และน้ำหนัก 50 กรัม ลงไปเลี้ยงในกระชังจำนวน 9 กระชัง โดยแบ่งการทดลองเป็น 3 กลุ่ม:
- กลุ่มที่เลี้ยงในอัตรา 20 ตัวต่อตารางเมตร
- กลุ่มที่เลี้ยงในอัตรา 40 ตัวต่อตารางเมตร
- กลุ่มที่เลี้ยงในอัตรา 60 ตัวต่อตารางเมตร
แต่ละกลุ่มมี 3 กระชัง เพื่อศึกษาอัตราการเติบโตและความเหมาะสมของการเลี้ยง ทุกเดือนจะมีการตรวจวัดขนาดปลา 1 ครั้ง และใช้เวลาในการทดลองเลี้ยงในกระชังประมาณ 6 เดือน ก่อนจะประเมินผลอีกครั้ง
สภาพแวดล้อมและความสำคัญของการทดลอง
อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงปลาบู่ตามธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 28-31 องศาเซลเซียส ซึ่งคลองโผงเผงมีอุณหภูมิที่เหมาะสมและเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่เหมาะกับการเลี้ยงปลาน้ำจืด
การทดลองเลี้ยงปลาบู่ในกระชังในแหล่งน้ำธรรมชาติครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในจังหวัดอ่างทองและลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากปัจจุบันการเลี้ยงปลาบู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติมีเพียง 2 แหล่งใหญ่คือที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดอุตรดิตถ์เท่านั้น
สถานการณ์การเลี้ยงปลาในกระชังของจังหวัดอ่างทอง
นายวีร์ กี่จนา ประมงจังหวัดอ่างทอง เปิดเผยว่า เกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังของจังหวัดอ่างทองมีจำนวน 158 ราย รวมพื้นที่ 24,281 ตารางเมตร โดยส่วนใหญ่เลี้ยงปลาทับทิม และมีบางส่วนที่ทดลองเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ปลากดคัง และปลาสังกะวาด
โอกาสและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
หากการทดลองเลี้ยงปลาบู่ประสบความสำเร็จ ปลาบู่จะเป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำจืดที่คาดว่าจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นอย่างดี เนื่องจากราคารับซื้อในประเทศค่อนข้างสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท และเป็นที่นิยมในร้านอาหาร
นอกจากนี้ ในตลาดต่างประเทศ เช่น จีน มีความต้องการสูงและมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 500-700 บาท จึงมีความพยายามเลี้ยงปลาบู่เพื่อการส่งออกเป็นหลัก เพราะจะได้ราคาที่สูงมาก
การทดลองนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นและประเทศผ่านการส่งออก ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ในอนาคต



