วิกฤตหนักอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย ราคารับซื้อในสวนร่วงเหลือลูกละ 3-5 บาท
อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมของไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งรุนแรง เมื่อราคารับซื้อผลผลิตในสวนลดฮวบเหลือเพียงลูกละ 3-5 บาทเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ยและค่าแรงงาน สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร ที่รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันจากมะพร้าวน้ำหอมเวียดนาม ที่เข้ามาตัดราคาอย่างหนักในตลาดโลก
ต้นตอปัญหาจากโครงสร้างและคู่แข่งต่างชาติ
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการบรรจุและส่งออกมะพร้าวน้ำหอมในจังหวัดราชบุรีว่า ปัญหาราคาตกต่ำเกิดจากสาเหตุเชิงโครงสร้างหลายประการ โดยแบ่งออกเป็น 2 ภาคหลัก ได้แก่ ภาคการเกษตรในประเทศที่มีการขยายพื้นที่ปลูกพร้อมกันหลายพื้นที่ ทำให้ผลผลิตออกมาพร้อมกันและล้นตลาด อุปทานมากกว่าอุปสงค์ ส่งผลให้ราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ภาคผลสดส่งออกต้องเผชิญกับความท้าทายจากโรงงานของคนไทยที่มีมาตรฐานสากล ซึ่งแบกรับต้นทุนสูงในการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานต่างๆ ขณะที่ลูกค้าต่างประเทศชะลอการสั่งซื้อและหันไปซื้อจากประเทศอื่นที่มีราคาถูกกว่า เช่น เวียดนาม ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทยมาก โดยไทยส่งออกมะพร้าวไปยังตลาดจีนถึง 80% แต่กำลังเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับเวียดนามเนื่องจากราคาที่แข่งขันได้ดีกว่า
ภัยคุกคามจากนอมินีและทุนเทา
ปัญหาซ้ำเติมมาจากกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางหรือนอมินี เพื่อหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะในธุรกิจต้องห้ามที่สงวนไว้ให้คนไทย กลุ่มทุนเหล่านี้ดำเนินการครบวงจรตั้งแต่การเช่าเหมาสวน โรงผลิต ไปจนถึงการขนส่งและส่งออก ทำให้สามารถควบคุมราคารับซื้อและขายได้อย่างเบ็ดเสร็จ และกำหนดเกณฑ์รับซื้อเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมเกรดดีเท่านั้น
พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงที่พบ ได้แก่ การเช่าสวนมะพร้าวเพื่อปลูกเองโดยใช้คนไทยจัดตั้งบริษัท การแปรรูปและส่งออกเองครบวงจรที่ตัดวงจรการซื้อขายจากเกษตรกรไทยโดยตรง และการกดราคารับซื้อจนทำให้ราคาตกต่ำอย่างผิดปกติ เนื่องจากกลไกตลาดถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนต่างชาติ
4 วิกฤตปัญหาที่ฉุดรั้งอุตสาหกรรม
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยต้องเผชิญกับ 4 วิกฤตปัญหาใหญ่ ได้แก่ ช่วงผลผลิตขาดตลาดที่ราคาพุ่งสูงจนแข่งขันไม่ได้ ช่วงผลผลิตล้นตลาดที่ราคาต่ำและโรงงานเกิดภาวะสต็อกเกิน การแข่งขันจากทุนต่างชาติที่มีต้นทุนต่ำกว่า และสินค้าปลอมปนที่ทำลายคุณภาพและราคามะพร้าวน้ำหอมแท้ของไทย
ปัญหาสินค้าปลอม เช่น การเติมน้ำตาล แต่งกลิ่น หรือผสมน้ำมะพร้าวพันธุ์อื่นแต่แจ้งว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% ส่งผลให้ของแท้ขายไม่ได้และโรงงานไทยสู้ราคาถูกไม่ได้ เพราะผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับรสชาติมะพร้าวไทย ซึ่งนำไปสู่การเสียชื่อเสียงและตลาดในที่สุด
แนวทางแก้ไขและมาตรการเร่งด่วน
หลังการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาดังนี้
- ภาคการเกษตร: บริหารจัดการควบคุมการขยายพื้นที่ปลูกเพื่อป้องกันภาวะล้นตลาด พร้อมสนับสนุนเกษตรกรให้มีทุนบำรุงสวน
- ภาคการผลิต: บังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมทุกนักลงทุน ตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น
- การจัดระเบียบมาตรฐาน: แยกพิกัดอัตราศุลกากรระหว่างน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% กับมะพร้าวผสม และตั้งหน่วยงานรับรองคุณภาพที่ชัดเจน
- การปราบปรามสินค้าปลอม: เพื่อปกป้องสินค้าแท้และสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างเป็นธรรม
นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันให้เกษตรกรพัฒนาทักษะ (UpSkill และ ReSkill) ในการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาราคาที่ผันผวนได้ในระดับหนึ่ง โดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นแบ็กอัพสำคัญในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวก
ความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐและบทลงโทษ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ร่วมประชุมเพื่อกำหนดมาตรการตรวจสอบและปราบปรามกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้นอมินีอย่างจริงจัง โดยในวันที่ 6 มีนาคม จะมีการจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น กรมวิชาการเกษตร และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย
สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำผิด จะถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 อย่างเข้มงวด โดยโทษอาจรวมถึงจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากฝ่าฝืนคำสั่งศาลอาจต้องระวางโทษปรับรายวันวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน
แนวทางเหล่านี้มุ่งหวังให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนเป็นการคุ้มครองระบบเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตในครั้งนี้ได้อย่างยั่งยืน



