เงินบาทเปิด 33.39 อ่อนค่าเล็กน้อย จับตาตะวันออกกลาง-ประชุม FOMC
เงินบาทเปิด 33.39 อ่อนค่า จับตาตะวันออกกลาง-ประชุม FOMC

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงในช่วงคืนที่ผ่านมา โดยแกว่งตัวในกรอบ 33.23-33.41 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่ง LNG ถูกโจมตีโดยอิหร่านในพื้นที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ โจมตีตอบโต้และยกเลิกใบอนุญาตขายน้ำมันอิหร่าน

นายพูนกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สหรัฐฯ โจมตีตอบโต้อิหร่าน และยกเลิกใบอนุญาตการขายน้ำมันดิบของอิหร่านอีกครั้ง หลังจากที่เคยกลับมาอนุญาตในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวยังกดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) พลิกกลับมาปรับตัวลดลงสู่โซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดรับความเสี่ยง หุ้น AI/Semiconductor ถูกขาย

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางแรงขายบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ตอบรับการปรับตัวลงแรงของหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งเอเชีย หลัง Samsung Electronics รายงานผลประกอบการที่เติบโตแข็งแกร่ง แต่ยังไม่สามารถทำให้นักลงทุนพอใจได้ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มดังกล่าวยังเผชิญแรงกดดันจากกระแสข่าว DeepSeek อาจพัฒนาชิป AI ท่ามกลางความพยายามของจีนที่จะลดการพึ่งพาชิปจากบริษัทอื่นๆ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดปรับตัวลง 0.45% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง 1.16%

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งทะลุ 4.50% ตามความคาดหวังขึ้นดอกเบี้ย

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.50% สู่ระดับ 4.55% อีกครั้ง ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ตามการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของธนาคารกรุงไทยที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ จะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรยากาศในตลาดการเงิน

ดอลลาร์แข็งค่า ทองคำถูกกดดัน

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงจากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางและแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor รวมถึงการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101.1 จุด โดยแกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.2 จุด ในส่วนของราคาทองคำ ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งหนุนการปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จนนำไปสู่การปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ได้กดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2569) ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก่อนที่จะแกว่งตัวแถวโซน 4,100-4,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์

จับตารายงานการประชุม FOMC ล่าสุด

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) ที่จะรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีนี้ ตามเวลาประเทศไทย เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

แนวโน้มค่าเงินบาทเสี่ยง Two-way risk

นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) ธนาคารกรุงไทยคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างอัตราเงินเฟ้อ และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ในช่วงระหว่างวัน ธนาคารกรุงไทยมองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังคงประเมินว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นมากและลุกลามบานปลาย จนอาจทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอีกครั้ง และทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่านอาจกลับมาเจรจากันอีกครั้งได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมุมมองของผู้เล่นต่อความคาดหวังดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดการเงินยังไม่ได้ตอบสนองต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุดมากนัก (ตลาดไม่ได้ปิดรับความเสี่ยงรุนแรง) และที่สำคัญ จากการติดตามข้อมูลการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซล่าสุดของธนาคารกรุงไทย พบว่า การเดินเรือยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการตอบโต้จากฝั่งอิหร่าน และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากแหล่งข้อมูลต่างๆ

ธนาคารกรุงไทยประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่ประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.25-33.50 บาทต่อดอลลาร์

ทีทีบีเปิดเผยกรอบค่าเงินบาทวันนี้

ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 5% ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานการประชุมประจำเดือนมิ.ย. ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐพุ่งขึ้น 42.2% สู่ระดับ 7.76 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพ.ค. แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 7.85 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 5.46 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนเม.ย. นอกจากนี้ นักลงทุนจับตารายงานการประชุมประจำเดือนมิ.ย.ของเฟด ซึ่งจะมีการเผยแพร่ในวันนี้ โดยการประชุมดังกล่าวนับเป็นการประชุมครั้งแรกของนายเควิน วอร์ช ในฐานะประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งตลาดจับตารายงานดังกล่าวเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CMEGroup บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 74.9% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนก.ค. นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนักเกือบ 60% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนก.ย.

กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ

  • USD/THB 33.20 - 33.50 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 33.20 / ขาย 33.50
  • EUR/THB 37.80 - 38.30 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 37.80 / ขาย 38.30
  • JPY/THB 0.2030 - 0.2080 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 0.2030 / ขาย 0.2080

อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารอยู่ที่ 33.240 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2569