นายวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยในรายการ Wealth Wake Up ของ PPTV ว่าราคาทองคำที่ร่วงหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หลังจากเคลื่อนไหวในกรอบ 4,100-4,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์มาเป็นเวลานาน มีสาเหตุหลักจากการที่สถาบันการเงินและวาณิชธนกิจขนาดใหญ่หลายแห่งทยอยปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำลง
วาณิชธนกิจปรับลดเป้าหมายทองคำ กดดันราคาหลุด 4,000 ดอลลาร์
ก่อนหน้านี้หลายสถาบันมองว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นต่อ แต่ล่าสุดมีการปรับประมาณการลง โดยบางแห่งลดเป้าหมายเหลือ 4,400-4,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ ING หรือสถาบันการเงินระดับโลกและกลุ่มธนาคารชั้นนำของเนเธอร์แลนด์ ปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ยในไตรมาส 3 เหลือ 4,300 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
นายวรุตกล่าวว่า ปัจจัยแรกคือโมเมนตัมของทองคำจากบรรดาวาณิชธนกิจขนาดใหญ่หรือกองทุนขนาดใหญ่เริ่มเป็นลบ พอมีการออกรายงานที่มีมุมมองเชิงลบ ก็เท่ากับว่าหากมองว่าทองคำจะปรับตัวลดลง ก็ต้องมีการขายปรับพอร์ตออกมา ทำให้นักลงทุนประเมินว่ากลุ่มนักลงทุนสถาบันหรือ ETF จะต้องขายทองคำออกมา สัญญาณดังกล่าวจึงกดดันให้ทองคำหลุดโซน 4,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย หนุนดอลลาร์แข็งค่า
ตลาดยังถูกกดดันจากแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินและพร้อมขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดปรับคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยอาจปรับขึ้นต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า โดย Bank of America ประเมินว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ถึง 3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งจะหนุนให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่า และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลลบต่อราคาทองคำ
ระยะสั้นทองคำยังเป็นขาลง เสี่ยงทำ New Low ต่อ
นายวรุตกล่าวว่า ในระยะสั้นราคาทองคำยังอยู่ในภาวะพักฐานและเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway Down ทำให้มีลักษณะซึมตัวลงอย่างต่อเนื่อง และหากหลุดแนวรับสำคัญจะเกิดแรงขายออกมามาก ล่าสุดราคาทองคำทำจุดต่ำสุดใหม่ของปี (New Low) บริเวณ 4,023 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ก่อนจะร่วงลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนว่าหากราคายังทำระดับต่ำสุดใหม่ได้อีก ก็จะกระตุ้นแรงขายตัดขาดทุนเพิ่มเติม และมีโอกาสเห็นราคาซึมลงต่อ
สำหรับนักลงทุนที่จะเข้าไปลงทุน อาจซื้อได้เมื่อราคาลงมาใกล้ Low หรือระดับต่ำสุด แต่ต้องรีบซื้อรีบขาย เพราะหากราคาดีดตัวกลับได้จำกัด หรือยังไม่ผ่านกรอบ Channel ของ Sideway Down ก็อาจกลับมาอ่อนตัวลงอีก และหากเกิด New Low ก็จะเห็นการลงต่อ
ระยะกลางทองคำผันผวนตามสงครามและดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ในระยะกลางทองคำยังคงผันผวนตามสถานการณ์สงคราม หากสงครามยังไม่ยุติ ทองคำอาจยังไม่หยุดปรับตัวลง แต่หากมีสัญญาณว่าสงครามกำลังยุติ ราคาทองคำก็มีโอกาสดีดตัวกลับได้แรง อีกปัจจัยสำคัญคือมุมมองเรื่องดอกเบี้ย โดยแม้เฟดจะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% แต่ตลาดกลับคาดการณ์ว่าอาจลดได้ถึง 0.5-0.75% หรือ 2-3 ครั้ง ดังนั้นหากเฟดยังคงยืนยันลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว ราคาทองคำก็มีโอกาสเกิดแรงรีบาวด์ในระยะกลางได้เช่นกัน
ระยะยาว 1-5 ปียังมองทองคำเป็นขาขึ้น
แม้ระยะสั้นและระยะกลางจะเผชิญแรงกดดัน แต่นายวรุตยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะยาว 1-5 ปี โดยให้เหตุผลว่าระดับต่ำสุดรายปียังคงยกตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง Low ของทองคำปีที่แล้วอยู่เพียง 1,614 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ แม้ปีนี้จะมีการปรับฐานลงมา แต่ก็ยังอยู่บริเวณ 3,900 ปลายๆ ดังนั้นโอกาสที่ราคาทองคำจะลงไปทำ Low ใหม่ต่ำกว่า 2,600 ดอลลาร์ แทบเป็นไปไม่ได้เลย ระยะยาวยังมองเป็นขาขึ้น แต่ต้องเป็นเงินเย็นและถือได้ 1-3 ปี
YLG ชี้ 3,959 ดอลลาร์เป็นจุดวัดใจ กลยุทธ์ระยะสั้น
สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น YLG แนะนำให้จับตาระดับต่ำสุดของวันก่อนหน้าที่ 3,959 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หากราคายังยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ นักลงทุนยังสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้นได้ อย่างไรก็ตาม การรีบาวด์จะต้องกลับขึ้นไปยืนเหนือ 4,023 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ให้ได้ก่อน เนื่องจากเป็นแนวรับเดิมที่ถูกทะลุลงมา หากไม่ผ่านระดับดังกล่าว จะถือเป็นเพียง Technical Rebound เท่านั้น ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,098-4,100 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หากสามารถผ่านและยืนได้ จะเป็นสัญญาณบวกต่อโมเมนตัมราคา และเพิ่มโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น
ราคาทองไทย: แนวรับ 62,500 บาท แนวต้าน 63,400-64,650 บาท
สำหรับราคาทองคำไทย แนวรับสำคัญอยู่ที่ประมาณ 62,500 บาทต่อบาททองคำ ส่วนแนวต้านแรกอยู่ที่ 63,400 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 64,650 บาทต่อบาททองคำ
ค่าเงินบาทอ่อนค่า ช่วยพยุงทองคำในประเทศ
นายวรุตระบุว่า หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ตลาดเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ขณะที่หลายประเทศมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่า ความแตกต่างของทิศทางดอกเบี้ยระหว่างไทยและต่างประเทศ ทำให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อ โดยหากเงินบาทยังยืนเหนือระดับ 33.27 บาทต่อดอลลาร์ได้ มีโอกาสอ่อนค่าไปสู่ 33.48-33.60 บาทต่อดอลลาร์ และอาจแตะ 33.85 บาทต่อดอลลาร์ในอนาคต การอ่อนค่าของเงินบาทยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองราคาทองคำแท่งในประเทศ ทำให้ปรับตัวลงน้อยกว่าราคาทองคำสปอตในตลาดโลก
แนะนำนักลงทุนแบ่งกลยุทธ์ตามระยะเวลา
นายวรุตแนะนำให้นักลงทุนแบ่งกลยุทธ์ตามระยะเวลาการลงทุน โดยนักลงทุนระยะสั้นยังต้องใช้กลยุทธ์ “รีบซื้อ รีบขาย” เนื่องจากโมเมนตัมยังเป็นลบ หากราคาทองคำไทยยืนเหนือ 62,500 บาทต่อบาททองคำได้ ยังสามารถเสี่ยงซื้อเพื่อรอจังหวะรีบาวด์ แต่หากดีดตัวขึ้นสู่โซน 63,400-64,600 บาทต่อบาททองคำ ควรทยอยขายทำกำไร ขณะที่หากราคาหลุด 62,500 บาทต่อบาททองคำ หรือทองคำโลกหลุด 3,959 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ควรตัดขาดทุนเพื่อควบคุมความเสี่ยง
สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว YLG มองว่าแนวรับสำคัญอยู่ที่ 3,880 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 61,300 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดสำคัญในอดีต และเหมาะสำหรับทยอยสะสม หากราคาปรับตัวลงลึกกว่านั้น แนวรับถัดไปอยู่ที่ 3,750 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 58,500 บาทต่อบาททองคำ โดยนักลงทุนที่ใช้เงินเย็นสามารถทยอยสะสมได้เป็นช่วงๆ เพราะราคาทองคำได้ปรับตัวลงจากจุดสูงสุด (All-Time High) แล้วกว่า 20,000 บาทต่อบาททองคำ
จับตาสงครามและเลือกตั้งสหรัฐฯ ตัวกำหนดทิศทางทอง
นายวรุตกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่นักลงทุนต้องติดตามในระยะต่อไปคือสถานการณ์สงคราม นอกจากนี้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง ทิศทางดอลลาร์ และทิศทางสงครามในอนาคต โดยต้องติดตามว่าพรรค Democrat หรือ Republican จะเป็นฝ่ายชนะ และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายหรือไม่
ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าสะสมทองคำ
แม้ราคาทองคำจะปรับฐานลงแรง แต่นายวรุตระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออก ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของสภาทองคำโลก (World Gold Council) ยังพบว่าธนาคารกลางส่วนใหญ่เชื่อว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า จะยังคงเพิ่มการถือครองทองคำ และหลายแห่งมีแผนซื้อทองคำเพิ่มเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ระยะสั้นทองคำจะเผชิญแรงกดดัน แต่ในมุมมองของผู้เล่นรายใหญ่และธนาคารกลางทั่วโลก ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ถูกสะสมอย่างต่อเนื่องในระยะยาว



