คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 มีมติเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ต่อปี จากระดับ 2.25% สู่ระดับ 2.50% โดยให้มีผลทันที การตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
เหตุผลในการขึ้นดอกเบี้ย
นางสาวสุวรรณี คำมีศรี เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 ขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะชะลอตัวลงบ้างจากปีก่อน โดยเฉพาะราคาอาหารสดและพลังงานที่ยังผันผวน
กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะต่อไป แต่ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลัก นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจ
การขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของประชาชนและธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และบัตรเครดิต ซึ่งจะทำให้ภาระหนี้สูงขึ้น ขณะเดียวกันผู้ฝากเงินอาจได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ปรับตัวสูงขึ้นตาม
นางสาวสุวรรณี กล่าวว่า "คณะกรรมการเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว และสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน"
แนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคต
กนง. ส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต หากเศรษฐกิจยังขยายตัวดีและเงินเฟ้อไม่ลดลงตามเป้าหมาย โดยคณะกรรมการจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายตามความเหมาะสม
การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 รวมเป็นการขึ้นดอกเบี้ยรวม 2.00% จากระดับต่ำสุดที่ 0.50% ในช่วงการระบาดของโควิด-19



