นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่จังหวัดชุมพรเพื่อติดตามโครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” และการบริหารจัดการอาคารราชพัสดุที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันการใช้ทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างรายได้ให้รัฐและต่อยอดเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยตั้งเป้ารายได้ปีงบประมาณ 2569 ที่ 11,900 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะจัดเก็บได้ถึง 14,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีงบประมาณ
โครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ ช่วยประชาชนมีสิทธิเช่าถูกต้อง
โครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ในพื้นที่ราชพัสดุแปลงทะเบียน ชพ.521 หมู่ 1 ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร เดิมเป็นโรงเรียนบ้านปากคลองของกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาถูกยุบเลิก และหลังจากพายุไต้ฝุ่นเกย์ในปี 2532 ส่งผลให้ประชาชนประมาณ 200 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ ทางราชการจึงนำผู้ประสบภัยเข้ามาอยู่อาศัยและประกอบอาชีพในพื้นที่ดังกล่าว แม้ประชาชนจะครอบครองพื้นที่ตั้งแต่ปี 2532 แต่ยังไม่ได้ทำสัญญาเช่าอย่างถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคของรัฐได้
สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ชุมพรจึงดำเนินการจัดทำสัญญาเช่าภายใต้โครงการรัฐเอื้อราษฎร์ตั้งแต่ปี 2548 ปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิการเช่ารวม 116 ราย แบ่งเป็นสัญญาเช่าเพื่ออยู่อาศัย 108 ราย และสัญญาเช่าเพื่อการเกษตร 8 ราย ขณะที่พื้นที่ส่วนหนึ่งใช้เป็นศาลาประชาคม ถนนสาธารณะ และสระน้ำ กรมธนารักษ์เตรียมต่อยอดสู่โครงการธนารักษ์ยั่งยืนในปีงบประมาณ 2570
นายอัครุตม์ กล่าวว่า ก่อนดำเนินโครงการ ประชาชนจำนวนมากอาศัยอยู่ในที่ราชพัสดุโดยไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่มีบ้านเลขที่ ไม่สามารถขอติดตั้งไฟฟ้าหรือน้ำประปาได้ แต่เมื่อเข้าสู่โครงการแล้ว ผู้เช่าจะมีเอกสารสิทธิ สามารถใช้เป็นหลักฐานขอรับบริการสาธารณูปโภค และใช้ยืนยันสิทธิในด้านต่างๆ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินมาตั้งแต่ปี 2561 และตั้งเป้าปิดโครงการทั่วประเทศภายในปี 2573
นำอาคารราชพัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ โรงฆ่าสัตว์ฮาลาลและห้างสรรพสินค้า
นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามอาคารราชพัสดุบนที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ใน อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งเดิมเป็นโรงฆ่าสัตว์และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือของกรมปศุสัตว์ ใช้งบประมาณก่อสร้าง 178.83 ล้านบาท แต่ไม่ได้ใช้งาน ก่อนส่งคืนให้กรมธนารักษ์ในปี 2559 เพื่อนำกลับมาบริหารจัดการ
ปี 2561 กรมธนารักษ์เปิดประมูลสิทธิการเช่า และบริษัท ดีแอนด์แซด คอนซัลแทนท์ จำกัด ได้รับสิทธิประกอบกิจการโรงฆ่าสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์โค-กระบือ (ฮาลาล) โดยทำสัญญาเช่าอายุ 30 ปี ล่าสุด บริษัทได้ขอติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เฉลี่ยเดือนละ 500,000-600,000 บาท ซึ่งสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ชุมพรอนุญาตให้ดำเนินการ โดยกำหนดให้ใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าภายในกิจการเท่านั้น ห้ามนำไปใช้เชิงพาณิชย์
อีกโครงการคือการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงทะเบียน ชพ.94 ในตัวเมืองชุมพร ซึ่งบริษัท ชุมพรโอเชี่ยนกรุ๊ป จำกัด ได้รับสิทธิพัฒนาพื้นที่ตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันเปิดเป็นห้างสรรพสินค้าและโรงภาพยนตร์ภายใต้สัญญาเช่า 20 ปี บริษัทได้ติดตั้งระบบ Solar Cell เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าจากเดิมประมาณ 700,000-800,000 บาทต่อเดือน เหลือประมาณ 500,000-574,000 บาทต่อเดือน หรือลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 2.4 ล้านบาทต่อปี พร้อมช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ภาพรวมที่ราชพัสดุทั่วประเทศและเป้าหมายรายได้
ปัจจุบันกรมธนารักษ์ดูแลที่ราชพัสดุทั่วประเทศประมาณ 12.5 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ที่สามารถนำมาจัดหาประโยชน์ได้จริงราว 1.1 ล้านไร่ ทั้งเพื่อการเกษตร ที่อยู่อาศัย และเชิงพาณิชย์ สร้างรายได้ให้รัฐเฉลี่ยปีละกว่า 10,000 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากการให้เช่าพื้นที่ท่าอากาศยานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงรายได้จากการใช้พื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ
สำหรับปีงบประมาณ 2569 กรมธนารักษ์ตั้งเป้าจัดเก็บรายได้ 11,900 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะสามารถจัดเก็บได้ถึง 14,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปีงบประมาณ โดยยังคงคำนึงถึงมิติด้านสังคม อัตราค่าเช่าพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยยังอยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้ พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้เช่าในพื้นที่ประสบภัยพิบัติด้วยการยกเว้นค่าเช่าตามความเหมาะสม
เปิดตัวแอปพลิเคชัน Coin Market ประมูลเหรียญหายาก
นอกจากนี้ กรมธนารักษ์เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชัน Coin Market ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มประมูลเหรียญกษาปณ์ โดยจะเริ่มนำเหรียญ 10 บาท รุ่นปี พ.ศ. 2533 ออกมาเปิดประมูลจำนวน 1 เหรียญ เหรียญรุ่นดังกล่าวผลิตขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการประชุมกรรมการโรงกษาปณ์ ครั้งที่ 16 ที่ประเทศอังกฤษ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เหรียญ และแจกจ่ายแก่ผู้ร่วมงานไป 40 เหรียญ ส่วนที่เหลืออีก 60 เหรียญยังคงอยู่ที่กรมธนารักษ์ ทำให้เหรียญรุ่นนี้หายากและมีความต้องการสูงในตลาดนักสะสม โดยมีการซื้อขายกันในราคานับล้านบาท กรมธนารักษ์กำหนดราคาเริ่มต้นการประมูลไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ในระยะต่อไปจะพิจารณานำเหรียญรุ่นอื่นที่ตลาดต้องการออกประมูลเพิ่มเติม พร้อมพัฒนาระบบรับประเมินและรับรองสภาพเหรียญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักสะสม



