โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) เตรียมเริ่มทดสอบระบบปลายปี 2568 หลังจากมีความคืบหน้าการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2572 ซึ่งจะช่วยลดเวลาเดินทางจากกรุงเทพมหานครถึงระยองเหลือเพียง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง
ความคืบหน้าโครงการ
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความก้าวหน้าของโครงการในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 20 โดยงานโยธาในส่วนของสถานีกลางบางซื่อและสถานีสุวรรณภูมิมีความคืบหน้ามากที่สุด ขณะที่ส่วนต่อขยายไปยังสนามบินอู่ตะเภาอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด
โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนรวม 2.24 แสนล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างงานโยธา 1.2 แสนล้านบาท และค่าระบบราง ระบบอาณัติสัญญาณ และขบวนรถไฟอีก 1.04 แสนล้านบาท โดยเป็นการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership)
เส้นทางและสถานี
เส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินครอบคลุมระยะทาง 220 กิโลเมตร ประกอบด้วยสถานีทั้งหมด 9 สถานี ได้แก่ สถานีกลางบางซื่อ ดอนเมือง หลักสี่ รังสิต สุวรรณภูมิ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ศรีราชา และอู่ตะเภา โดยใช้ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
นอกจากนี้ยังมีแผนเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดง รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ และรถโดยสารสาธารณะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางต่อเนื่องได้อย่างไร้รอยต่อ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่อสนามบินทั้งสามแห่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างประเทศ
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า "รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมายัง EEC เพราะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง"
กำหนดการเปิดให้บริการ
ตามแผนงาน จะเริ่มทดสอบระบบในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยใช้ขบวนรถไฟที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 8 ขบวน จากนั้นจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์แบบจำกัดสถานีในปี 2570 และเปิดเต็มรูปแบบทุกสถานีในปี 2572
อัตราค่าโดยสารเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 500-600 บาทต่อเที่ยว สำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ-อู่ตะเภา ซึ่งถือว่าสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับเวลาเดินทางที่ลดลงอย่างมาก
ความท้าทาย
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังมีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะการเวนคืนที่ดินในบางพื้นที่ที่ยังติดขัด รวมถึงปัญหาการจัดหางบประมาณในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อเร่งรัดการดำเนินงานและแก้ไขปัญหา โดยคาดว่าหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน จะสามารถเปิดให้บริการได้ทันตามกำหนด



