สอบเครนถล่ม 'สีคิ้ว-พระราม 2' คืบหน้า 75% ขีดเส้นมีนาคมนี้ ต้องมีคนรับผิดชอบ
สอบเครนถล่มสีคิ้ว-พระราม 2 คืบหน้า 75% กำหนดมีนาคม

สอบเครนถล่ม 'สีคิ้ว-พระราม 2' คืบหน้า 75% ขีดเส้นมีนาคมนี้ ต้องมีคนรับผิดชอบ

การสอบสวนอุบัติเหตุเครนถล่มในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร–นครราชสีมา ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่สีคิ้วและพระราม 2 มีความคืบหน้าไปแล้วประมาณ 75% โดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ขีดเส้นตายให้สรุปผลภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2569 เพื่อชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสและระบุผู้รับผิดชอบ

ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเครนในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว และช่วงกุดจิก–โคกกรวด เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านวิศวกรรม ซึ่งเป็นการประชุมติดตามความคืบหน้าครั้งที่ 6

นายจิระพงศ์ เน้นย้ำว่า การสอบสวนอุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างสำคัญทั้งในพื้นที่พระราม 2 และพื้นที่สีคิ้ว ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่โปร่งใสและสามารถชี้แจงสาธารณชนได้ โดยที่ผ่านมาได้มีการนำวัสดุและอุปกรณ์ในที่เกิดเหตุเข้าสู่กระบวนการทดสอบทางเทคนิค และเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าสอบปากคำอย่างต่อเนื่อง แม้ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ในขั้นตอนการให้ถ้อยคำและยังไม่สามารถเปิดเผยอย่างเป็นทางการได้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โครงสร้างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและแนวทางการตรวจสอบ

สำหรับโครงสร้างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ แบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายหลัก ได้แก่ เจ้าของงาน ผู้รับจ้าง และผู้ควบคุมงานหรือที่ปรึกษา โดยในโครงการช่วงสีคิ้ว เจ้าของงานคือ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ผู้รับจ้างคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษาคือ CSC ขณะที่กรณีพื้นที่พระราม 2 เจ้าของงานคือ กรมทางหลวง โดยมีบริษัทอิตาเลียนไทยฯ เป็นผู้รับจ้าง และกรมทางหลวงทำหน้าที่ควบคุมงานเองด้วย

คณะอนุกรรมการตรวจสอบประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจาก วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ทำหน้าที่สัมภาษณ์ ตรวจสอบ และประเมินตามมาตรฐานวิชาชีพวิศวกรรม เพื่อให้ผลสอบมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงานรวม 45 วัน

นายจิระพงศ์ กล่าวว่า แนวทางการตรวจสอบเน้นย้ำความโปร่งใสและการค้นหาต้นเหตุที่แท้จริง โดยจะไม่ยอมรับการสรุปสาเหตุด้วยคำกว้าง ๆ เช่น เหตุสุดวิสัย หรือ อุบัติเหตุ หากไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ถูกอธิบายอย่างคลุมเครือโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ พร้อมตั้งประเด็นตรวจสอบว่าความบกพร่องเกิดจากฝ่ายใด ระหว่างเจ้าหน้าที่คุมงาน ที่ปรึกษา หรือผู้รับเหมา รวมถึงพิจารณาว่าเป็นความผิดพลาดเฉพาะบุคคลหรือความบกพร่องเชิงระบบ

การสนับสนุนจากระดับสูงและขั้นตอนต่อไป

นายจิระพงศ์ กล่าวย้ำว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมีนโยบายชัดเจนว่าต้องได้ข้อเท็จจริงโดยไม่มีการตั้งธงล่วงหน้าว่าใครเป็นผู้กระทำผิด แต่ต้องมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล สามารถตอบคำถามสังคมได้อย่างครบถ้วน

คาดว่าในการประชุมครั้งถัดไปจะพยายามรวบรวมข้อสรุปขั้นสุดท้าย ก่อนเสนอรายงานต่อปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพื่อพิจารณากลั่นกรอง และเตรียมแถลงสรุปอย่างเป็นทางการ การสอบสวนนี้มุ่งมั่นเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบและป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ