เตือนคนขับรถรับผู้โดยสารผ่านแอปฯ เร่งจดทะเบียน รย.17/18 ภายใน 28 ก.พ. 69 พร้อมเปลี่ยนเป็นรถสาธารณะ
คนขับรถรับผู้โดยสารผ่านแอปฯ เร่งจดทะเบียน รย.17/18 ภายใน 28 ก.พ.

รัฐบาลเตือนคนขับรถรับผู้โดยสารผ่านแอปฯ เร่งจดทะเบียน รย.17/18 ภายใน 28 ก.พ. 69

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการจัดระเบียบการให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Ride Sharing โดยรัฐบาลกำลังเดินหน้าเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและทำให้การรับผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะอย่างถูกกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

กำหนดเวลาเร่งด่วนสำหรับการจดทะเบียนและเปลี่ยนสถานะรถ

รองโฆษกฯ ระบุว่า ผู้ขับขี่ที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันเหล่านี้ต้องดำเนินการจดทะเบียนรถประเภท รย.17/18 ให้เรียบร้อยภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น นอกจากนี้ ยังต้องนำรถไปเปลี่ยนสถานะเป็นรถสาธารณะให้ครบถ้วนภายในช่วงวันที่ 1 ถึง 30 มีนาคม 2569 ก่อนที่ประกาศใหม่เกี่ยวกับ Ride Sharing Platform จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้

ที่ผ่านมา มีคนขับจำนวนมากใช้รถส่วนบุคคลรับผู้โดยสารผ่านแอปฯ โดยยังไม่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นรถสาธารณะ ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายและปัญหาด้านความปลอดภัย เพื่อแก้ไขจุดนี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้ดำเนินการจัดระบบผู้ให้บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน โดยเปิดระบบ Driver Verify เพื่อให้ผู้ขับขี่ลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความคืบหน้าและบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม

ล่าสุด มีผู้ขับขี่ลงทะเบียนผ่านระบบแล้วจำนวน 34,434 คน ซึ่งสะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้ให้บริการในการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ผู้ที่ได้รับใบรับรองผ่านระบบดังกล่าวต้องเร่งดำเนินการจดทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบกให้ทันเวลา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

รองโฆษกฯ เน้นย้ำว่า ภายหลังวันที่ 31 มีนาคม 2569 หากยังมีการใช้รถส่วนบุคคลรับผู้โดยสาร จะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนการขับรถสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และหากแพลตฟอร์มฝ่าฝืนข้อกำหนด อาจถูกสั่งระงับการดำเนินธุรกิจได้

ประโยชน์จากการจัดระเบียบครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ขับขี่ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอน จะสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจภายใต้กรอบกฎหมาย ขณะเดียวกัน ผู้โดยสารจะได้รับประโยชน์จากระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่และยานพาหนะ มีระบบติดตามตำแหน่งผ่าน GPS และมีช่องทางร้องเรียนที่ชัดเจน ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความเชื่อมั่นในการใช้บริการ

การจัดระเบียบครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานบริการ Ride Sharing ของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับกฎหมายและสร้างความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น