เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐและจีนได้เริ่มการเจรจาการค้าอย่างเป็นทางการรอบแรกในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ การเจรจาครั้งนี้มีขึ้นเพื่อหาทางออกให้กับความขัดแย้งทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก
รายละเอียดการเจรจา
คณะผู้แทนสหรัฐนำโดยนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ และนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่วนฝ่ายจีนนำโดยรองนายกรัฐมนตรีหลิว เหอ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ การเจรจามุ่งเน้นไปที่ประเด็นการลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการเข้าถึงตลาดจีนสำหรับบริษัทอเมริกัน
มาตรการภาษีของสหรัฐ
ก่อนหน้านี้ สหรัฐได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ในอัตราร้อยละ 25 ซึ่งจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐมูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์ ความตึงเครียดนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกและสร้างความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ
ท่าทีของทั้งสองฝ่าย
นายไลท์ไฮเซอร์กล่าวก่อนการเจรจาว่า "เราหวังว่าจะได้หารืออย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ค้างคากัน" ด้านรองนายกฯ หลิว เหอ กล่าวว่า "จีนพร้อมที่จะเจรจาบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกัน" การเจรจาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เนื่องจากผลลัพธ์อาจกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศในอนาคต
ผลกระทบที่คาดการณ์
นักวิเคราะห์คาดว่าการเจรจาอาจยืดเยื้อหลายวัน และอาจไม่บรรลุข้อตกลงที่ชัดเจนในทันที เนื่องจากความแตกต่างในประเด็นสำคัญหลายประการ อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งสองฝ่ายกลับมาเจรจากันอีกครั้งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกหลังจากที่การเจรจาหยุดชะงักไปหลายเดือน
ทั้งนี้ สหรัฐและจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกันและกัน โดยมูลค่าการค้าสองฝ่ายสูงถึงกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว สงครามการค้าอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง



