สิริพงศ์ยันงบคมนาคมลดแต่ไม่ลดการลงทุน พร้อมเดินหน้ารางและถนน
สิริพงศ์ยันงบคมนาคมลดแต่ไม่ลดการลงทุน พร้อมเดินหน้าราง-ถนน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า การปรับลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคมในปี 2570 จำนวน 23,000 ล้านบาท หรือประมาณ 8.79% ไม่ได้หมายถึงการลดการลงทุน โดยเฉพาะในระบบรางและถนน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

งบประมาณปี 2570 ถูกปรับลดแต่ไม่ลดการลงทุน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยมีนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม นายสิริพงศ์ตอบข้อซักถามถึงการปรับลดงบประมาณของกระทรวงคมนาคม ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีจำนวนมากถึง 23,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ

นายสิริพงศ์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มความสะดวกในการเดินทาง และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระบบขนส่งทั้งทางถนนและทางราง นอกจากนี้ยังยกตัวอย่างความสำเร็จของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ทำตลาดล่วงหน้าสำหรับทุเรียน ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 50% หรือ 70,000 ล้านบาทใน 8 เดือน ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท แสดงถึงการเกินดุล โดยส่วนใหญ่ส่งผ่านประเทศลาว เวียดนาม และจีน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แหล่งเงินทุนหลากหลายรองรับการลงทุน

นายสิริพงศ์ชี้แจงว่า แม้ปีนี้จะถูกตัดงบประมาณไปมาก แต่กระทรวงยังคงให้ความสำคัญกับระบบราง โดยมีแผนงบประมาณรวมจากหลายแหล่ง ทั้งงบประมาณ รัฐวิสาหกิจ และ PPP (ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน) โดยภาพรวมการลงทุนด้านถนนมีงบประมาณรวม 171,000 ล้านบาท ขณะที่ระบบรางมีงบประมาณรวม 119,000 ล้านบาท ประกอบด้วยงบประมาณ 45,200 ล้านบาท งบรัฐวิสาหกิจ 2,500 ล้านบาท และเงินกู้ 72,000 ล้านบาท ซึ่งระบบรางสามารถใช้เงินกู้ได้มากกว่า เนื่องจากการจัดการระบบขนส่งทางรางที่มีศักยภาพในการหารายได้

นอกจากนี้ นายสิริพงศ์ย้ำว่าการให้ความสำคัญกับระบบรางไม่ได้หมายถึงการลดทอนความสำคัญของถนน เนื่องจากถนนเป็นจุดเชื่อมต่อทุกเส้นทางคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟ สนามบิน หรือท่าเรือ ล้วนต้องมีถนนรองรับ

ชี้แจงประเด็นการปรับลดเกณฑ์โครงการเกินพันล้าน

นายสิริพงศ์ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการปรับลดสัดส่วนงบประมาณโครงการที่มีมูลค่าเกินพันล้านบาทจาก 15% เหลือ 10% ว่า การปรับลดดังกล่าวมาจากสำนักงบประมาณ ไม่ใช่การหมกเม็ดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการบางราย โดยชี้ให้เห็นว่าสถิติการเบิกจ่ายในปีแรกของโครงการขนาดใหญ่สามารถเบิกจ่ายได้เพียง 4% กว่า ส่วนที่เหลือต้องกันงบไปเหลื่อมปี ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนา การลดสัดส่วนจึงช่วยให้เม็ดเงินสามารถนำไปใช้ในโครงการอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสิริพงศ์ยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาเรื่องการล็อคสเปกให้ผู้รับเหมาชั้นพิเศษว่า การแบ่งชั้นผู้รับเหมาเป็นเกณฑ์ของกรมบัญชีกลาง เพื่อพิสูจน์ความสามารถของผู้รับเหมา โดยเปรียบเทียบว่า หากต้องการสร้างตึก 10 ชั้น ควรเลือกผู้รับเหมาที่เคยสร้างตึก 9 ชั้น แม้จะแพงกว่า มากกว่าผู้รับเหมาที่เคยสร้างศาลาพักริมทางแต่ราคาถูกกว่า ทั้งนี้ รายชื่อผู้รับเหมาชั้นพิเศษ 83 รายไม่ได้อยู่คงทนถาวร หากไม่มีผลงานหรือดำเนินการผิดเงื่อนไขก็สามารถถูกตัดออกได้ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้กรมบัญชีกลางและอัยการสูงสุดเร่งดำเนินการ

ยืนยันไม่มีส่วยคมนาคมและพร้อมให้ตรวจสอบ

นายสิริพงศ์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ไม่ว่าจะปีนี้หรือปีไหนก็ไม่เคยรับส่วยคมนาคม และไม่จำเป็นต้องประกาศ เพราะไม่เคยประกาศว่าจะรับ” พร้อมท้าทายให้ผู้ที่กล่าวหานำพยานหลักฐานมาดำเนินการตามที่เห็นสมควร นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าจะพยายามบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยย้ำว่า “เราทำงานหนักกว่านี้ เพื่อที่เราสบายใจที่เราได้ทำงานหนักเพื่อประชาชน”

ด้านนางสาวมัลลิกา ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวเสริมว่า ตนเองไม่เคยได้รับเงินสักบาท และขอให้สบายใจได้ พร้อมขอให้บรรยากาศการประชุมไม่ตึงเครียดเกินไป