อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากทั้งสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้การส่งออกสะดุด ภาวะเอลนีโญ ต้นทุนปุ๋ยที่พุ่งสูง ค่าเงินบาทแข็งค่า และการแข่งขันจากอินเดียกับเวียดนามที่รุนแรงขึ้น Krungthai COMPASS ประเมินว่าไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ "Twin Crisis" หรือวิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งฝั่งอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ซึ่งอาจทำให้การส่งออกข้าวปี 2569 ลดลงเหลือเพียง 6.7 ล้านตัน ลดลง 15% จากปีก่อน ก่อนจะฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยในปี 2570
สงครามตะวันออกกลางฉุดส่งออกข้าวไทยทันที
ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มสะท้อนชัดเจนผ่านตัวเลขการส่งออก โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2569 ไทยส่งออกข้าวได้เพียง 2.2 ล้านตัน ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสำคัญมาจากตลาดอิรักซึ่งเป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของไทย มีสัดส่วนราว 1 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 13% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2568 แต่ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ไทยส่งออกไปอิรักเหลือเพียง 0.1 ล้านตัน จาก 0.4 ล้านตันในปีก่อน หดตัวถึง 75% และตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไทยแทบไม่มีการส่งออกไปยังอิรักเลย หลังปัญหาการขนส่งและการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้โลจิสติกส์ในภูมิภาคหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม Krungthai COMPASS มองว่าสิ่งที่น่ากังวลกว่าปัญหาการขนส่งคือผลกระทบระยะยาวที่กำลังเกิดขึ้นกับทั้งระบบอุตสาหกรรมข้าวไทย
"Twin Crisis" วิกฤตที่กระทบทั้งตลาดและผลผลิต
รายงานของ Krungthai COMPASS ระบุว่าตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ไทยจะเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งสองด้าน ฝั่งแรกคือ Demand Crisis หรือกำลังซื้อและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง อีกฝั่งคือ Supply Crisis หรือผลผลิตที่มีแนวโน้มลดลงจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและความเสี่ยงจากภัยแล้ง และเมื่อทั้งสองปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกันจะยิ่งทำให้การส่งออกข้าวไทยฟื้นตัวได้ยาก
Supply Crisis: ต้นทุนพุ่ง-เอลนีโญกดผลผลิต
ด้านอุปทาน ความเสี่ยงสำคัญมาจากราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 95% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดในประเทศ ทำให้ต้นทุนการผลิตอ่อนไหวต่อราคาปุ๋ยโลกอย่างมาก Krungthai COMPASS ประเมินว่าหากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น 30-50% เกษตรกรมีแนวโน้มลดการใช้ปุ๋ย ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง และอาจทำให้ผลผลิตข้าวทั้งประเทศลดลงประมาณ 1.5-2.5% นอกจากนี้ ไทยยังมีแนวโน้มเผชิญภาวะเอลนีโญตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงด้านภัยแล้ง ปริมาณน้ำไม่เพียงพอ และกระทบทั้งปริมาณรวม คุณภาพ และผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทย
Demand Crisis: อินเดียเร่งส่งออก-เงินบาทแข็งกดดันไทย
อีกด้านหนึ่ง ตลาดส่งออกก็แข่งขันรุนแรงขึ้น โดย USDA คาดว่าปี 2569 อินเดียจะส่งออกข้าวได้ราว 25 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน จากผลผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงและสต็อกที่มีจำนวนมาก แม้อินเดียจะเผชิญเอลนีโญเช่นเดียวกับไทย แต่ฤดูมรสุมที่มาเร็วกว่าปกติทำให้หลายพื้นที่ยังสามารถเพาะปลูกได้ ส่งผลให้อินเดียมีแนวโน้มได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย และยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาได้ ขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยประเมินว่าหากเงินบาทแข็งค่าทุก 1 บาท จะทำให้ราคาส่งออกข้าวไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลให้ข้าวไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะอินเดียและเวียดนาม Krungthai COMPASS ยังพบว่าการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับปริมาณการส่งออกข้าวไทยในระดับประมาณ 0.6 สะท้อนว่าหากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ไทยมีโอกาสสูญเสียส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น
คาดปี 69 ส่งออกเหลือ 6.7 ล้านตัน
Krungthai COMPASS คาดว่าปี 2569 ไทยจะส่งออกข้าวได้ประมาณ 6.7 ล้านตัน ลดลง 15% อย่างไรก็ตามในปี 2570 คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวเป็น 7.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7% แต่หากเกิดกรณีเลวร้าย ทั้งสงครามยืดเยื้อ เอลนีโญรุนแรง และราคาปุ๋ยพุ่งสูง การส่งออกอาจลดลงเหลือเพียง 6.3 ล้านตันในปี 2569 และลดลงต่อเหลือ 6.1 ล้านตันในปี 2570 ในทางกลับกัน หากสถานการณ์คลี่คลายเร็วและเอลนีโญไม่รุนแรง ไทยอาจส่งออกได้ถึง 7.6 ล้านตันในปี 2569 และ 7.7 ล้านตันในปี 2570
ทางรอดของข้าวไทย ต้องแข่งด้วย "มูลค่า" มากกว่าปริมาณ
Krungthai COMPASS มองว่าการแข่งขันของข้าวไทยในระยะต่อไป ไม่ควรพึ่งการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่อุตสาหกรรมจำเป็นต้องเร่งยกระดับสู่ Value-based Competition ผ่านการพัฒนาข้าวคุณภาพสูง ข้าว GI ข้าวสุขภาพ ข้าว Low-Emission รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งนี้ แม้ปี 2570 การส่งออกจะมีโอกาสฟื้นตัวบางส่วน แต่ภายใต้แรงกดดันจากสงคราม ภาวะเอลนีโญ ต้นทุนการผลิต และการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง Krungthai COMPASS จึงมองว่าอุตสาหกรรมข้าวไทยยังต้องเผชิญความท้าทายสูงอีกอย่างน้อยตลอดช่วงปี 2569-2570



