นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พร้อมด้วยนายกิตติ เอกวัลลภ ผู้ช่วยผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รักษาการรองผู้ว่าการ รฟม. ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ณ ศูนย์การเรียนรู้ด้านรถไฟขนส่งมวลชน (รฟม.) โดยรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออกช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย–มีนบุรี (เฟสแรก) คาดว่าทดลองวิ่งในช่วงปลายปี 2570 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเดือนมกราคม 2571 ส่วนเฟสที่ 2 (ส่วนตะวันตก) ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย–บางขุนนนท์ อยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตลอดสายในปี 2573
แผนระดมทุน 2.6 ล้านล้านบาทในปี 2569
นางจินดารัตน์เปิดเผยว่า แผนการระดมทุนของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2569 มีวงเงินรวม 2.6 ล้านล้านบาท ทั้งการกู้ระยะสั้นและระยะยาว โดยในส่วนของพันธบัตรระยะยาวมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่ง หรือราว 1.3 ล้านล้านบาท ครอบคลุมทั้งพันธบัตรรัฐบาล (Loan Bond) พันธบัตรออมทรัพย์ (Savings Bond) และพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond)
สำหรับ Sustainability-Linked Bond (SLB) ที่ผ่านมา สบน.ออกไปแล้วประมาณ 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โดยกำหนดตัวชี้วัดสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จดทะเบียนใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ
เพิ่มวงเงิน SLB และศึกษา KPI ใหม่
สบน.ยังมีแผนเพิ่มวงเงินการออก SLB ในระยะต่อไป พร้อมศึกษาการเพิ่ม KPI ใหม่ โดยเฉพาะด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ซึ่งอยู่ระหว่างหารือร่วมกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดและกระบวนการตรวจสอบให้มีมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม สบน.ยอมรับว่าการเพิ่ม KPI ด้าน Biodiversity ยังต้องประเมินความเป็นไปได้อย่างรอบคอบ เนื่องจาก SLB เป็นตราสารหนี้ที่เชื่อมโยงกับการบรรลุเป้าหมาย หากไม่สามารถดำเนินการได้ตาม KPI ที่กำหนด จะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสูงขึ้น
ภายในปีงบประมาณนี้ สบน.เตรียมออก SLB เพิ่มเติมอีกประมาณ 30,000 ล้านบาท เป็นรุ่นใหม่ นอกเหนือจากวงเงินเดิมที่กู้ตามกรอบงบประมาณ
ระดมทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม 7.2 หมื่นล้านบาท
ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ปัจจุบันฝั่งตะวันตกอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จึงใช้การระดมทุนผ่านเงินกู้ระยะสั้น (Term Loan) ตามความคืบหน้าของโครงการ ก่อนจะทยอยปรับโครงสร้างเป็นหนี้ระยะยาวในรูปแบบ Sustainability Bond เมื่อมีวงเงินที่เหมาะสม เช่นเดียวกับสายสีส้มฝั่งตะวันออกที่ได้ปรับโครงสร้างเป็น Sustainability Bond ไปแล้ว ทั้งนี้ วงเงินกู้สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตกอยู่ที่ 72,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินหนี้ผูกพัน โดยการระดมทุนจะทยอยดำเนินการตามระยะเวลาก่อสร้าง และกำหนดวงเงินในแต่ละปีผ่านแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปี
สถานะหนี้สาธารณะยังต่ำกว่าเพดาน 70%
ด้านสถานะหนี้สาธารณะของประเทศไทย นางจินดารัตน์ระบุว่า ปัจจุบัน ณ เดือนเมษายน 2569 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66.66% ของ GDP ยังต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้ 70% โดย สบน.บริหารการกู้เงินภายใต้หลักการรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนและความเสี่ยง ไม่ได้พิจารณาเฉพาะต้นทุนดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงความเสี่ยงด้านโครงสร้างหนี้และการรีไฟแนนซ์ในอนาคต
สบน.ยังคาดว่าระดับหนี้สาธารณะจะยังไม่เกิน 70% ของ GDP ในช่วง 4 ปีข้างหน้า แม้เศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่อาจกระทบการเติบโตของ GDP แต่การดำเนินมาตรการผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จะช่วยให้ GDP เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 0.4% (ช่วงปี 2569-2570) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปี 2570 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% ซึ่งจะช่วยให้ GDP ขยายตัวและทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ยังอยู่ในกรอบที่กำหนด
ผลตอบแทนพันธบัตรและความคืบหน้า พ.ร.ก. 4 แสนล้าน
สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ในตลาดเงินต่างประเทศหรือฝั่งเอกชนที่ผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นนั้น สบน.ประเมินว่าตลาดได้รับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปแล้ว และผลกระทบต่อภาระหนี้ของรัฐบาลมีจำกัด เนื่องจากหนี้ของรัฐบาลประมาณ 86% เป็นหนี้อัตราดอกเบี้ยคงที่
ส่วนความคืบหน้าการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทนั้น ปัจจุบันกู้ไปแล้วมากกว่า 100,000 ล้านบาท โดยทยอยกู้ผ่านทั้งตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) และเงินกู้ระยะสั้น (Term Loan) นอกจากนี้ สบน.ยังยืนยันว่าจะมีการออกพันธบัตรรายเดือน “ออมพลัส” ภายในปีงบประมาณนี้ โดยขณะนี้ได้จัดทำรูปแบบเรียบร้อยแล้ว และจะมีการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไป



