นายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (อียู) ว่ามีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ไทยให้ความสำคัญ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะเร่งรัดการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์สูงสุด
ความคืบหน้าการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู
นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการแถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับอียูมีความคืบหน้าในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก การเปิดตลาดในอียูจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยอย่างมาก
ทั้งนี้ ไทยและอียูได้เริ่มเจรจาเอฟทีเออย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 แต่ถูกระงับไปหลังการรัฐประหารในปี 2557 และกลับมาเจรจาอีกครั้งในปี 2565 โดยปัจจุบันการเจรจาอยู่ในขั้นตอนของการแลกเปลี่ยนข้อเสนอทางการค้าระหว่างกัน
ประเด็นสำคัญที่ไทยให้ความสำคัญ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า นอกจากการเปิดตลาดสินค้าเกษตรแล้ว ไทยยังให้ความสำคัญกับการเจรจาในประเด็นอื่นๆ เช่น การลดภาษีศุลกากร การเปิดเสรีการค้าบริการ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และความร่วมมือด้านการค้าดิจิทัล โดยไทยจะพยายามรักษาผลประโยชน์ของประเทศในทุกประเด็น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดตั้งคณะกรรมการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การทำเอฟทีเอกับอียูจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่จะสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดอียูได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ อียูเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ โดยในปี 2566 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอียูอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท การทำเอฟทีเอจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าได้อีกมาก
ความท้าทายในการเจรจา
อย่างไรก็ตาม การเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูยังมีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะประเด็นด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและสุขอนามัยที่อียูมีข้อกำหนดเข้มงวด รวมถึงประเด็นการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและแรงงาน ซึ่งไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานของอียู
นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลจะดำเนินการเจรจาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน โดยจะไม่เร่งรัดจนเกินไปจนทำให้ไทยเสียประโยชน์



