สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) รายงานว่า กองทุนรวมไทยมีการลงทุนในหุ้นต่างประเทศสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2567 โดยมียอดซื้อสุทธิถึง 24,900 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเดือนก่อนหน้า โดยในเดือนเมษายน 2567 มียอดซื้อสุทธิเพียง 8,700 ล้านบาทเท่านั้น
ปัจจัยหนุนการลงทุนต่างประเทศ
นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ เลขาธิการ AIMC เปิดเผยว่า การลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมากได้รับแรงหนุนจากปัจจัยหลายประการ อาทิ ความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีนี้ รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป
นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Yield) ยังส่งผลให้หุ้นต่างประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตร ส่งผลให้นักลงทุนไทยหันมาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศมากขึ้น
กองทุนรวมที่ได้รับความนิยม
กองทุนรวมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเดือนพฤษภาคม 2567 ได้แก่ กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นก็มียอดซื้อสุทธิเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ การลงทุนในต่างประเทศผ่านกองทุนรวมไทยยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2567 อยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมของกองทุนรวมทั้งหมดในประเทศไทย
แนวโน้มในอนาคต
นายกิตติคุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มการลงทุนในหุ้นต่างประเทศของกองทุนรวมไทยยังคงมีทิศทางที่ดี โดยคาดว่าการไหลเข้าของเงินลงทุนจะยังคงต่อเนื่องในระยะต่อไป เนื่องจากนักลงทุนไทยยังคงมองหาโอกาสการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดในประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นต่างประเทศ



