ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน เปิดใจถึงเส้นทางการเมืองและแรงบันดาลใจในการลาออกจากตำแหน่ง สส. บัญชีรายชื่อ เพื่อลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยย้ำถึงนโยบาย "เมืองที่แคร์คน" ที่จะดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนแก่
จากนักวิจัยสู่เส้นทางการเมือง
ดร.โจ เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า หลังจากเรียนจบปริญญาเอกและทำงานเป็นนักวิจัยที่สถาบัน JAIST (Japan Advanced Institute of Science and Technology) และ NEC ประเทศญี่ปุ่น ก็ตัดสินใจกลับไทยเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยเข้าทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นเวลาประมาณ 10 ปี ในบทบาทด้านเทคโนโลยีการเงิน นโยบายการเงิน ระบบชำระเงิน และยุทธศาสตร์องค์กร โดยตำแหน่งสุดท้ายคือรองผู้อำนวยการ กลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร รับผิดชอบการวางยุทธศาสตร์เกี่ยวกับ Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือเงินบาทดิจิทัล
"ผมไม่เคยคิดจะทำงานในภาคเอกชน เพราะการทำงานในหน่วยงานของรัฐ จะสามารถทำงานขับเคลื่อน สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศ สร้าง impact ต่อสังคม" ดร.โจ กล่าว
แรงบันดาลใจในการเข้าสู่การเมือง
ดร.โจ มองว่ากฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายเงินตรา ยังไม่ทันต่อเทคโนโลยี จึงตัดสินใจลาออกจาก ธปท. เพื่อผลักดันการแก้ไขกฎหมาย และเริ่มต้นร่วมงานกับอดีตพรรคก้าวไกล โดยมีเป้าหมายให้ไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล
"ผมได้คุยกับคนในพรรคก้าวไกลในยุคนั้น ว่ามีวาระที่อยากผลักดันให้ไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เอา digital economy มาเพิ่มคุณค่า สร้างมูลค่า ให้เกิดการจ้างงาน พัฒนางานใหม่ๆ ในภาคบริการด้าน IT เยอะๆ" ดร.โจ กล่าว
เหตุผลลาออกจาก สส. เพื่อชิงผู้ว่าฯ กทม.
เมื่อถามถึงสาเหตุที่ลาออกจากตำแหน่ง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หลังจากรับตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน ดร.โจ กล่าวว่า "หลังผ่านเลือกตั้งใหญ่ (พรรคประชาชน) ยังไม่ได้รับโอกาสบริหารประเทศ ผมไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง สส. และเห็นว่า ผู้ว่า มีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงได้"
ก่อนหน้านี้ เมื่อถูกถามถึงบทบาทหากพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล ดร.โจ ตอบว่า "อยู่ในทีมบริหารเศรษฐกิจ" และเมื่อถามซ้ำว่าเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ เขากล่าวว่า "เราไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง" พร้อมหัวเราะ
ความท้าทายในการหาเสียงและข้อจำกัดของ กทม.
ดร.โจ ระบุถึงความท้าทายในการหาเสียง 2 ข้อ คือ การเข้าไปพูดคุยกับผู้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และการทำให้คนเข้าใจว่าการบริหาร กทม. ต้องอาศัยมากกว่าทักษะเฉพาะตัวของผู้ว่าฯ
"อำนาจของ กทม. ค่อนข้างจำกัด จะกำหนดเส้นทางเดินรถเมล์เองยังไม่ได้เลย จะทำงานอะไร หลายครั้งต้องอาศัยองค์กรภายนอกอำนาจหน้าที่ ดังนั้นผู้ว่าฯ เลยต้องอาศัยทั้งทีมงานผู้ว่าฯ และสมาชิกสภากรุงเทพ (สก) ทำงาน รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แก้กฎหมาย" ดร.โจ กล่าว
เขาย้ำว่า สส. พรรคประชาชน ตั้งใจผลักดัน พ.ร.บ. กระจายอำนาจขนส่ง เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง กทม. มีอำนาจบริหารจัดการขนส่งสาธารณะและกำหนดเส้นทางรถประจำทางได้เอง ซึ่งปัจจุบันเป็นอำนาจของกระทรวงคมนาคม
จัดการปัญหาพระราม 2 และนโยบายเมืองแคร์คน
เมื่อถามถึงปัญหาถนนพระราม 2 ที่ยืดเยื้อ ดร.โจ ยืนยันว่าต้องจบ โดยเชื่อว่าเขาทำได้จริง "อย่าพูดถึงอำนาจหน้าที่ว่า กทม. ทำได้ไหม แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ ต่อให้ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ กทม. ผู้ว่าฯ ก็ต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนประชาชน ต้องไม่นิ่งเฉย อย่างน้อยก็เป็นเจ้าภาพ ติดตามประสานงาน ให้เรื่องจบให้ได้"
ดร.โจ ชี้แจงถึงการเปลี่ยนแคมเปญจาก "กรุงเทพฯ ง่ายๆ" เป็น "เมืองที่แคร์คน" ว่าไม่ได้เปลี่ยนแนวคิด แต่เพิ่มเติมการดูแลคนใน กทม. ตั้งแต่เกิดจนแก่ ให้สามารถทำงานโดยไม่ต้องลาออกมาเลี้ยงลูกเล็กหรือพ่อแม่ที่ติดเตียง พร้อมสร้างโอกาสและอาชีพให้คนกรุงเทพฯ
นอกจากนี้ ยังมีอีก 40 นโยบาย ครอบคลุมปัญหาการเดินทาง การทำมาหากิน สุขภาพ น้ำท่วม ระบบ AI-ดิจิทัลจับโกง สัตว์เลี้ยง-สัตว์จร ฯลฯ
"งบแสนกว่าล้าน ควรทำให้กรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้ ผมอาสาเข้ามาเพราะผมเชื่อว่าผมทำได้ ทำให้เมืองๆ นี้ดูแลคนได้ดีกว่านี้ มอบโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพได้" ดร.โจ กล่าว
อนาคตหากแพ้เลือกตั้ง
หากแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ดร.โจ ยืนยันว่าจะทำงานกับพรรคประชาชนต่อไป แต่ในเบื้องต้นจะขอใช้เวลากับครอบครัว โดยเฉพาะลูกชายก่อน



