นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ วางเป้าหมายให้ SMEs เติบโต 40% เพื่อช่วยผลักดันประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง พร้อมเผชิญความท้าทาย 4 ด้าน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569
ความท้าทาย 4 ด้านที่ประเทศเผชิญ
นางศุภจี ชี้แจงว่าความท้าทายของประเทศในปัจจุบันมี 4 ด้าน ได้แก่ 1. ความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีความตึงเครียดสูง การค้าขายยากลำบากเพราะมีการแบ่งขั้วอำนาจ ประเทศไทยต้องอยู่ตรงกลางให้สมดุล 2. ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานผันผวน ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินการทั้งภาคเกษตรกรและผู้ประกอบการ 3. โครงสร้างทรัพยากรมนุษย์ ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ต้องเสริมทักษะด้านเทคโนโลยี 4. โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ติดกับดักรายได้ปานกลางมายาวนาน
แนวทางแก้ไขระยะสั้นและระยะยาว
นางศุภจี กล่าวว่า ด้วยงบประมาณที่จำกัด รัฐบาลต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาว ปัญหาที่เรื้อรังต้องแก้ไขให้ได้ในระยะสั้น แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะแก้ไขได้ทันที ขณะเดียวกันต้องแก้โครงสร้างระยะยาวควบคู่กันไป
สินค้าเกษตร: แก้ทั้งโครงสร้าง
นางศุภจี กล่าวถึงสินค้าเกษตรว่า ปัจจุบันสร้างรายได้ให้ประเทศไม่ถึง 10% แต่มีแรงงานในภาคเกษตรกรรมกว่า 30% การแก้ปัญหาต้องมองทั้งโครงสร้างตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่มองแค่จุดเดียว ต้องแก้ก่อนปัญหาจะเกิด โดยใช้การตลาดล่วงหน้า ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณมาก
สถานการณ์สินค้าเกษตรในเดือนมิถุนายน
แม้สินค้าบางตัวราคาลดลงเมื่อเทียบปีก่อน แต่ภาพรวมสินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้นแทบทุกตัว นางศุภจี ย้ำว่ารัฐบาลพยายามทำให้สินค้าเกษตรไม่ล่มสลาย โดยปรับตัวทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งต้องใช้เวลา ไม่สามารถแก้ได้ภายในวันเดียว
การรักษาเสถียรภาพราคาข้าว
รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงข้าวว่าปีนี้สถานการณ์ดี อุปทานเกินน้อยลง รัฐบาลเตรียมรักษาเสถียรภาพราคาตามกลไกและงบประมาณที่มี พร้อมยกระดับข้าวไทยเป็น “ข้าวเศรษฐกิจอนาคต” เพื่อเพิ่มมูลค่า
เป้าหมาย SMEs เติบโต 40%
นางศุภจี ระบุว่า SMEs เป็นปัญหาใหญ่ เพราะ 99% ของนิติบุคคลที่จดทะเบียนคือ SMEs ปัจจุบัน SMEs มีรายได้คิดเป็น 35% ของ GDP รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มเป็นอย่างน้อย 40% เพื่อช่วยให้ประเทศไทยหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง
ปราบนอมินีและทุนเทา
รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบนอมินี โดยได้เซ็นเอ็มโอยูร่วมกับ 23 หน่วยงานภาครัฐ ผลลัพธ์ที่ได้คือการป้องกันการจดทะเบียนบริษัทที่ไม่ถูกต้อง และตรวจสอบที่มาของแหล่งเงินทุน ทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีลดลงกว่า 65% แต่ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลจะทำมาตรการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ในเดือนสิงหาคม และใช้ AI ช่วยตรวจสอบความเสี่ยงอย่างโปร่งใสและแม่นยำ



