นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน ที่รัฐบาลเตรียมผลักดัน สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการ SMEs อย่างหนัก เนื่องจากอาจทำให้ต้นทุนค่าแรงเพิ่มสูงขึ้นจนธุรกิจไม่สามารถแบกรับไหว เสี่ยงต่อการปิดตัวลง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้แรงงานเข้มข้น
ผลกระทบต่อธุรกิจ SMEs
นายกสมาคม SMEs ไทย เปิดเผยว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม และการบริการ ซึ่งมีต้นทุนค่าแรงเป็นสัดส่วนสูงถึง 30-40% ของต้นทุนรวม การปรับขึ้นค่าจ้าง 400 บาทจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที 10-15% ซึ่ง SMEs ส่วนใหญ่ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรองรับ
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีระบบอัตโนมัติและมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า SMEs หลายรายอาจต้องลดจำนวนพนักงานหรือปรับลดสวัสดิการอื่น ๆ เพื่อรักษาธุรกิจไว้
มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ
รัฐบาลรับทราบถึงผลกระทบและเตรียมออกมาตรการเยียวยา เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SMEs ที่มีรายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่อง และการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยคาดว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการได้บางส่วน
แหล่งข่าวจากกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า "เราต้องสร้างสมดุลระหว่างการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและการรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย"
ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ
นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แนะนำให้รัฐบาลพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างแบบขั้นบันได โดยแบ่งตามขนาดธุรกิจและพื้นที่ เพื่อให้ SMEs ปรับตัวได้ทัน พร้อมทั้งเร่งรัดการฝึกอบรมแรงงานให้มีทักษะสูงขึ้น เพื่อให้ค่าจ้างที่สูงขึ้นสอดคล้องกับผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ภาคเอกชนเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว



