ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะนักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง เปิดเผยว่า โอกาสที่โครงการเมกะโปรเจกต์รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) จะเดินหน้าต่อไปด้วยสัญญาเดิมนั้นลดน้อยลงอย่างมาก หลังจากที่บริษัทคู่สัญญาร่วมลงทุนได้ยื่นหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อขอใช้สิทธิ์สิ้นสุดสัญญา โดยมองว่ารัฐบาลเองก็ไม่ต้องการแก้สัญญา และหากมีการแก้สัญญาจะไม่เป็นธรรมกับคู่แข่งขันที่ยื่นประมูลในปี 2561
เอกชนมีสิทธิ์ขอยกเลิกสัญญาตามเงื่อนไข
ดร.สามารถ กล่าวว่า การที่เอกชนยื่นหนังสือขอสิ้นสุดสัญญาสามารถทำได้ตามสัญญา ซึ่งถือว่าเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาเมกะโปรเจกต์ก็มีสัญญาลักษณะนี้ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบริหารสัญญาไม่เป็นไปตามเงื่อนไข อีกฝ่ายสามารถอ้างเหตุยกเลิกโครงการได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของฝ่ายรัฐก่อนว่าที่เอกชนเสนอยกเลิกสัญญาเป็นไปตามข้อความในสัญญาหรือไม่
เมื่อถามถึงผลกระทบหากโครงการต้องหยุดชะงัก เนื่องจาก รฟท. ได้เวนคืนที่ดินไปแล้ว และเอกชนก็เริ่มลงทุนในบางส่วน ดร.สามารถ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับการเจรจาของทั้งสองฝ่ายว่าใครต้องรับผิดชอบ ฝ่ายไหนทำผิดสัญญาตามที่ลงนามไว้ ฝ่ายนั้นก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งการที่เอกชนยื่นหนังสือไปจะเห็นว่าเขาพยายามชี้แจงว่าไม่มีเจตนาที่จะยกเลิกสัญญา ยังต้องการทำโครงการต่อ แต่มีข้อจำกัดบางประการ เช่น การส่งมอบพื้นที่ล่าช้า หรือพื้นที่ที่ถูกส่งมอบแล้วไม่สามารถเข้าไปก่อสร้างได้ ทำให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยเงินกู้ให้ เขาใช้สิทธิ์ตามสัญญาที่จะขอยกเลิกสัญญา
ประเด็น BOI และท่าทีของนายกรัฐมนตรี
ส่วนกรณีใบ BOI หรือบัตรส่งเสริมการลงทุนที่เอกชนอ้างว่ายังไม่ได้รับนั้น ดร.สามารถ ชี้แจงว่า ที่จริงแล้วได้รับเมื่อปี 2565 แต่สิ้นสุดอายุเมื่อปี 2567 ซึ่งอยู่ในกระบวนการขอใหม่ แต่ BOI คงกำลังพิจารณาอยู่เพราะมีการขอแก้ไขสัญญาในเวลานี้ การให้อนุญาตใหม่ยังไม่แล้วเสร็จ
เมื่อถามถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ออกมาบอกว่าเอกชนไม่สามารถยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้ ดร.สามารถ ยืนยันว่า ถ้าดูตามสัญญาเอกชนมีสิทธิ์ขอยกเลิกได้ ถ้ามองเห็นว่าภาครัฐไม่ได้ทำตามสัญญา โดยเฉพาะเรื่องการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า และที่สำคัญเอกชนบอกว่าเงื่อนไขใน TOR เปลี่ยนไป
ข้อพิพาทเรื่องผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภา
ดร.สามารถ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากที่มีการคาดการณ์ผู้โดยสารสนามบินอู่ตะเภาจะโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่พอเอาเข้าจริงผู้โดยสารมีไม่มาก เพราะภาครัฐไปขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งนี่อาจเป็นประเด็นข้อพิพาทในอนาคต และสุดท้ายเรื่องนี้จะไปจบที่ศาล เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเจรจาอาจไม่ได้ผล
อย่างไรก็ตาม ดร.สามารถ มองว่า 8 ปีที่ผ่านมาทำประเทศไทยเสียโอกาสในการแข่งขัน ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนก็ลดน้อยลง แต่ก็ยังเชื่อว่ารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังมีความเป็นไปได้ แต่รัฐบาลไม่ควรจะไปลดสเปค ควรรักษามาตรฐานเดิมไว้ คือ รถไฟความเร็วสูงที่มีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนกรณีที่มีข่าวจะลดเหลือ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตนไม่เห็นด้วย เพราะการเดินทางเชื่อมจะใช้เวลานานยิ่งขึ้น แล้วใครจะมาใช้บริการ
ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล
ดร.สามารถ ระบุว่า รัฐบาลต้องหาทางออกว่าจะประมูลใหม่หรือจะทำอย่างไรได้บ้าง ซึ่งตนคิดว่า ถ้าต้องการให้เอกชนมาร่วมลงทุนแบบเดิมต่อไป รัฐบาลต้องลงทุนเพิ่มในสัดส่วนที่มากขึ้นซึ่งอาจถึง 80% หรือถ้าจำเป็นลงทุนเต็ม 100% เหมือนรถไฟกรุงเทพฯ-โคราช



