ศุภจีบินตรงบรัสเซลส์เร่งปิดดีล FTA ไทย-อียู ดันส่งออกสินค้าเกษตร
ศุภจีบินตรงบรัสเซลส์เร่งปิดดีล FTA ไทย-อียู ดันส่งออกเกษตร

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินทางเยือนกรุงบรัสเซลส์เพื่อหารือกับผู้บริหารระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ทั้งด้านการค้าและการเกษตร โดยมีเป้าหมายเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–EU ให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และวางรากฐานความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระยะยาว

พบกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและเกษตร

คณะไทยได้เข้าพบนายมารอส เซฟโควิช (H.E. Mr. Maroš Šefčovič) กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและความโปร่งใส และนายคริสตอฟ ฮันเซน (Mr. Christophe Hansen) กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร เพื่อหารือประเด็นสำคัญภายใต้การเจรจา FTA ไทย–EU อาทิ การเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) และทรัพย์สินทางปัญญา

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งรัดการเจรจา

นางศุภจีกล่าวว่า การเจรจา FTA ไทย–EU เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน กระจายความเสี่ยงทางการค้า และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ในการหารือกับกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นต่างๆ โดยย้ำถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองฝ่าย ควบคู่กับการคำนึงถึงความพร้อม สถานการณ์ที่แตกต่างกัน และประเด็นอ่อนไหวที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประโยชน์สาธารณะ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันการเจรจาในประเด็นที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถสรุปผลเพิ่มเติมในการเจรจารอบที่ 9 และเดินหน้าสู่การหารือประเด็นสำคัญช่วงท้ายของการเจรจา พร้อมทั้งจะติดตามความคืบหน้าระหว่างคณะเจรจาอย่างใกล้ชิด และเตรียมหารือร่วมกันอีกครั้งก่อนการเจรจารอบถัดไป

ประเด็นเกษตรและ SPS หัวใจสำคัญ

ในการหารือกับกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าประเด็นด้านการเกษตรและมาตรการ SPS มีความสำคัญต่อความคืบหน้าของการเจรจา FTA ไทย–EU โดยฝ่าย EU ย้ำถึงความสำคัญของสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ รวมทั้งมาตรการ SPS ขณะที่ฝ่ายไทยย้ำว่าภาคเกษตรเป็นเรื่องสำคัญและมีความอ่อนไหวสำหรับทั้งสองฝ่าย จึงควรร่วมกันแสวงหาแนวทางที่สมดุลและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงถึงข้อกังวลของทั้งสองฝ่าย

ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ โดยฝ่ายไทยย้ำถึงสินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก ขณะที่ฝ่าย EU แสดงความสนใจในการขยายโอกาสทางการค้าสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารของยุโรป ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการเปิดตลาดสินค้าเกษตรจำเป็นต้องอาศัยการหารืออย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีสินค้าหลายรายการที่มีความอ่อนไหวและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเกษตรกรทั้งสองฝ่าย

ไทยมุ่งมั่นเร่งรัด FTA ให้สำเร็จ

นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยมุ่งมั่นเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย–EU ให้บรรลุผลโดยเร็วที่สุด พร้อมผลักดันประเด็นที่มีความพร้อมให้ได้ข้อสรุป และเดินหน้าหารือในประเด็นคงค้างอย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความพร้อมของภาคส่วนต่าง ๆ ภายในประเทศ รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างทั่วถึง

สถานะการเจรจา 7 ประเด็นหลัก

ปัจจุบันการเจรจา FTA ไทย–EU ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรครอบคลุม 7 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การค้าสินค้า (2) กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (3) มาตรการ SPS (4) อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (5) ทรัพย์สินทางปัญญา (6) การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน และ (7) ระบบอาหารที่ยั่งยืน โดยปัจจุบันทั้งสองฝ่ายสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 4 ประเด็น ได้แก่ การค้าสินค้า (ในส่วนของข้อบท) อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน และระบบอาหารที่ยั่งยืน

ประเด็นที่อยู่ระหว่างการเจรจาและต้องเร่งหาข้อสรุป ได้แก่ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ทรัพย์สินทางปัญญา และการเปิดตลาดสินค้าระหว่างกัน

มูลค่าการค้าไทย-EU ปี 2568

สหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและ EU อยู่ที่ 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นร้อยละ 6.58 ของการค้าทั้งหมดของไทย) แบ่งเป็นการส่งออก 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อเจาะลึกในส่วนของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป พบว่ามีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 2,010 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปยัง EU มูลค่า 1,470 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจาก EU มูลค่า 540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าภาคเกษตรสูงถึงประมาณ 940 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายที่จะรักษาแรงขับเคลื่อนนี้ เพื่อนำผลการเจรจาในประเด็นที่พร้อมไปสรุปเพิ่มเติมในการเจรจารอบที่ 9 ต่อไป