รัฐบาลได้ดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 โดยใช้เงินกู้จำนวน 400,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ 200,000 ล้านบาทถูกจัดสรรให้กับโครงการดังกล่าว ขณะนี้เงินเดือนละ 1,000 บาทเป็นเวลา 4 เดือนกำลังทยอยเข้าสู่โครงการและถูกใช้จ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วไม่ต่ำกว่า 38,000 ล้านบาท ตามรายงานของ PPTV Online เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569
แนวคิดเศรษฐศาสตร์เบื้องหลังโครงการ
Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ได้อธิบายแนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังมาตรการนี้ หลายคนอาจยังไม่ทราบถึงหลักการดังกล่าว แนวคิดแรกคือการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน เมื่อรัฐบาลช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% ทำให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ร้านค้าขายของได้ รายได้เพิ่มขึ้น และนำเงินไปซื้อวัตถุดิบ จ้างแรงงาน หรือใช้จ่ายต่อ เกิดเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ
อีกเหตุผลสำคัญคือ นักเศรษฐศาสตร์มองว่าคนรายได้ปานกลางและรายได้น้อยมักนำเงินที่ได้รับไปใช้จ่ายทันทีมากกว่าเก็บออม รัฐบาลจึงหวังให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเร็วที่สุดเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจและร้านค้ารายย่อย
ข้อกังขาถึงประสิทธิภาพที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม มีนักเศรษฐศาสตร์ตั้งคำถามว่าการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นการใช้จ่ายใหม่จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการย้ายมาซื้อผ่านร้านที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งที่เดิมก็ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว หากเป็นเช่นนั้น ผลกระตุ้นเศรษฐกิจจริงอาจไม่สูงเท่ากับเม็ดเงินที่รัฐบาลอัดฉีด
นอกจากนี้ โครงการยังใช้หลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โดยคำว่า “รัฐช่วยจ่าย 60%” ทำให้หลายคนรู้สึกว่าซื้อแล้วคุ้ม จึงตัดสินใจใช้เงินง่ายขึ้น รวมถึงการกำหนดวงเงินรายเดือนและวันหมดเขตก็เป็นการกระตุ้นให้คนรีบใช้สิทธิ์ ไม่ปล่อยให้เงินค้างอยู่ในระบบ
คำถามเรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณ
ยังมีคำถามสำคัญอีกว่า งบประมาณที่ใช้กับโครงการนี้คือเงินภาษีของประชาชน หากนำไปใช้ด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือโครงสร้างพื้นฐาน จะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้มากกว่าหรือไม่ สุดท้ายแล้ว ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จึงไม่ใช่แค่มาตรการช่วยลดค่าครองชีพ แต่เป็นการนำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มาใช้จริงเพื่อกระตุ้นให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ส่วนจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน คงไม่ได้วัดกันที่จำนวนคนใช้สิทธิ์ แต่ต้องดูว่าเงินภาษีทุก 1 บาทสามารถสร้างรายได้ การจ้างงาน และการเติบโตของเศรษฐกิจได้คุ้มค่าหรือไม่



