นักลงทุนคริปโตเสียหาย 6.5 ล้าน เหลือ 4 หมื่น ร้อง ก.ล.ต. กระทุ้งแพลตฟอร์มแก้ปัญหา
กลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย ได้รวมตัวกันเพื่อเข้าร้องเรียนและเรียกร้องความเป็นธรรมจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ในวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 โดยกลุ่มดังกล่าวระบุว่ามีความเสียหายจากการลงทุนในแพลตฟอร์มบิทคับ ซึ่งรวบรวมผู้เสียหายได้ 40 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 40 ล้านบาท
สูญเงินเฉียด 6 ล้านบาท หลังบัญชีถูกแฮก
เทวินทร์ วงศ์วิสุทธิกุล นักธุรกิจและนักลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี เปิดเผยว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้เสียหายที่สูญเสียทรัพย์สินถึง 6.5 ล้านบาท จากการสันนิษฐานว่าบัญชีลงทุนคริปโตฯ ในแพลตฟอร์มบิทคับถูกแฮก เขาเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ขณะเปิดเข้าเว็บไซต์ YouTube จากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะในที่อยู่อาศัย แล้วพบความผิดปกติของหน้าจอ พร้อมกับมีข้อความระบุในหน้าจอว่าเข้า Google Security ขอ password เข้าระระบบ ซึ่งเขาสังเกตเห็นความผิดปกติจึงปิดหน้านั้นไปและโทรแจ้งศูนย์บริการลูกค้าของบิทคับทันที
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลา 6.45-7.14 น. ของวันรุ่งขึ้น (12 มีนาคม) คริปโตฯ ที่เขามีในบัญชี ได้แก่ Ethereum, Bitcoin และ Cardano (ADA) ถูกขายออกไปและถูกนำไปซื้อเหรียญชื่อ Taiko ในหลายๆ ครั้ง โดยมีการตั้งราคาขายรอไว้ที่เหรียญละ 620 บาท จากเดิมเหรียญละ 3 บาท ทำให้สินทรัพย์ที่มีมูลค่า 6.5 ล้านบาทของเทวินทร์ หายไปเหลืออยู่เพียง 4.3 หมื่นบาท เขาระบุว่าแม้ศูนย์บริการลูกค้าจะส่งอีเมลมาแนะนำการแก้ปัญหาในวันรุ่งขึ้น แต่ในมุมของเขาก็ "ทำอะไรไม่ได้แล้ว"
รวมตัวผู้เสียหาย ร้อง ก.ล.ต. เพื่อความเป็นธรรม
ตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เทวินทร์ได้พยายามติดต่อทั้งทางโทรศัพท์ 4 ครั้ง และเข้าไปที่สำนักงานของแพลตฟอร์ม 1 ครั้ง เพื่อทวงถามความรับผิดชอบและหาทางนำทรัพย์สินที่สูญเสียไปกลับมา ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เขาได้พบว่ามีผู้เสียหายอีกหลายคนได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เขาตั้งข้อสังเกตว่า "เป็นช่องโหว่ในระบบของแพลตฟอร์ม" จึงได้รวมตัวผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงร้องเรียนกับ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียหายและสร้างบรรทัดฐานการปกป้องผู้ลงทุนจากแพลตฟอร์มคริปโตฯ
ทั้งนี้ ผู้เสียหายจะเข้าพบกับ ก.ล.ต. ในช่วงบ่ายวันอังคารที่ 24 มีนาคมนี้ ที่สำนักงาน ก.ล.ต. ถนนวิภาวดีรังสิต โดยหวังว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะเข้ามาแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต
Bitkub ยืนยัน ไม่มีช่องโหว่ในระบบ
อรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bitkub Online ชี้แจงว่าระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของแพลตฟอร์มมีความสมบูรณ์ 100% ไม่มีช่องโหว่หรือถูกเจาะระบบจากฝั่งบริษัทแต่อย่างใด โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้หลายรายนั้น เกิดขึ้นในระดับ "User Level" หรือระดับผู้ใช้งาน ซึ่งตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพด้วยกระบวนการหลัก 3 ขั้นตอน ได้แก่ การเจาะระบบอีเมลส่วนตัว การหลอกให้ดาวน์โหลดมัลแวร์ และการควบคุมบัญชีเพื่อขายสินทรัพย์และซื้อเหรียญคริปโตฯ ที่มีสภาพคล่องต่ำในราคาสูงเกินจริง
ในส่วนของมาตรการรับมือ บริษัทระบุว่าได้ปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการล่าสุดที่เปิดใช้งานเมื่อประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อน คือระบบป้องกันการตั้งราคาผิดปกติ ซึ่งจำกัดไม่ให้ผู้ขายตั้งราคาเกิน 100% และผู้ซื้อตั้งราคาเกิน 20% จากราคาตลาด เพื่อตัดช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ดึงเงินผ่านการซื้อเหรียญในราคาแพงเกินจริง นอกจากนี้ การระงับบัญชีฉุกเฉินมีให้ใช้งานอยู่แล้ว โดยผู้ใช้สามารถกดอายัดบัญชีได้ทันทีผ่านระบบล็อกอินหรือ Line Connect โดยไม่ต้องรอโทรแจ้ง Call Center
ด้านความรับผิดชอบ อรรถกฤตระบุชัดเจนว่าหากความเสียหายเกิดจากความผิดพลาดของระบบบริษัท พร้อมรับผิดชอบอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากกรณีนี้เชื่อว่าเกิดในระดับผู้ใช้งาน บริษัทจึงช่วยเหลือในรูปแบบการให้ข้อมูลและประสานงานกับตำรวจเพื่อพยายามติดตามเงินคืนให้ผู้เสียหาย สำหรับคำแนะนำเพื่อป้องกันตนเอง เขาได้ฝากเตือน "4 ท่าอันตราย" ที่ควรสงสัยทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ ได้แก่
- หลอกให้ดาวน์โหลดโปรแกรม
- หลอกให้คลิกลิงก์
- หลอกให้กรอกรหัสผ่านหรือ Username
- หลอกให้โอนเงิน
พร้อมแนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Official Store เท่านั้น และตรวจสอบว่าอีเมลตนเองเคยหลุดสู่เว็บมืดหรือไม่ผ่าน haveibeenpwned.com
ก.ล.ต. รับทราบเรื่องแล้ว
ในด้านการกำกับดูแล ก.ล.ต. รับทราบเรื่องนี้แล้ว โดยยังต้องติดตามว่าหลังกลุ่มผู้เสียหายเข้าพบในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ก.ล.ต. จะมีท่าทีหรือคำสั่งเพิ่มเติมต่อแพลตฟอร์มอย่างไรต่อไป ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการคุ้มครองผู้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้กฎหมายพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 ที่มีอายุเข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว



