กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในปี 2566 มีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM2.5 สูงถึง 42,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีผู้เสียชีวิต 35,000 คน
สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้ยอดเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้น
นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นคือ ปริมาณฝุ่น PM2.5 ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดในภาคเหนือ ซึ่งแหล่งกำเนิดหลักมาจากการเผาในที่โล่ง การจราจร และอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่คลี่คลายลง ทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ส่งผลให้ได้รับสัมผัสฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า โรคที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 ที่ทำให้เสียชีวิตมากที่สุดคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคลมชัก โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และมะเร็งปอด โดยในปี 2566 มีผู้ป่วยโรคเหล่านี้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นถึง 1.2 ล้านราย คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลรวมกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท
นายแพทย์โอภาสกล่าวว่า "สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรง เราต้องเร่งดำเนินมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างจริงจัง และให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันตัวเอง"
มาตรการที่รัฐบาลดำเนินการ
รัฐบาลได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อาทิ การควบคุมการเผาในที่โล่ง การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง และการแจกหน้ากากอนามัย N95 ให้กับกลุ่มเสี่ยง
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์
ข้อแนะนำสำหรับประชาชน
ประชาชนควรติดตามค่าฝุ่น PM2.5 ก่อนออกจากบ้าน หากค่าฝุ่นสูงควรสวมหน้ากากอนามัย N95 หรือเทียบเท่า หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง และปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด
กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นอย่างเคร่งครัด หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอ มีเสมหะ แน่นหน้าอก ควรรีบพบแพทย์
แนวโน้มในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า หากไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง จำนวนผู้เสียชีวิตจาก PM2.5 อาจเพิ่มสูงถึง 50,000 คนในปี 2570 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง
กระทรวงสาธารณสุขจึงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว



