สบช. โชว์สะพานคานเพื่อสุขภาพที่ดีในเวทีโลก ปรับระบบปฐมภูมิยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
สบช. โชว์สะพานคานเพื่อสุขภาพที่ดีในเวทีโลก ปรับระบบปฐมภูมิ

สถาบันพระบรมราชนก (สบช.) ได้สร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญบนเวทีโลกด้วยการนำเสนอแนวคิด “สะพานคานเพื่อการดูแลสุขภาพที่ดีโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” หรือ “The Beam Bridge for Healthy People-Centered Care” ในนิทรรศการระดับนานาชาติ ณ พิพิธภัณฑ์กาชาดสากลและสภากาชาด (The International Museum of the Red Cross and Red Crescent) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

คณะผู้บริหาร สบช. ร่วมนำเสนอในเวทีโลก

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร อธิการบดี สบช. พร้อมด้วย ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล นายกสภา สบช. และคณะผู้บริหาร ประกอบด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ร้อยเอกหญิง พญ.วณิชา ชื่นกองแก้ว, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุกร์ใจ เจริญสุข รองอธิการบดี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พยงค์ เทพอักษร ผู้ช่วยอธิการบดี เข้าร่วมนำเสนอในนิทรรศการ “The Value Collection: Stories shaped by flexible, people-centered primary health care” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแสดงนวัตกรรมระบบสุขภาพปฐมภูมิที่ยืดหยุ่นและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

สะพานคานสัญลักษณ์เปลี่ยนระบบสุขภาพ

แนวคิด “สะพานคานเพื่อการดูแลสุขภาพที่ดี” ได้รับแรงบันดาลใจจาก สบช.โมเดล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพจากระบบที่เน้นโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลางไปสู่ระบบที่ชุมชนเป็นเจ้าของ โดยศาสตราจารย์พิเศษ ดร. นพ.วิชัย กล่าวว่ารูปแบบนี้แสดงให้เห็นว่าการประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) สามารถบรรลุได้ผ่านการดูแลสุขภาพปฐมภูมิ (PHC) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สาระสำคัญของแนวคิดนี้คือ “เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนด้านสุขภาพ” โดยใช้โมเดล PBRI (Primary Care, Behavioral, Risk, Innovation) ที่มีต้นทุนต่ำแต่ให้ผลกำไรสูงเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีทั้งด้านสุขภาพและความมั่งคั่ง พร้อมทั้งเน้นการสร้างสะพานสู่สุขภาพที่ดีและมั่งคั่งผ่านการดำเนินการเชิงรุก เช่น การฉีดวัคซีน, การดูแลสุขภาพปฐมภูมิ (PHC), แนวคิด 3E-3R (Education, Empowerment, Engagement; Risk, Resilience, Recovery) และการส่งเสริมฮอร์โมนแห่งความสุข

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สอดคล้องกับรายงานองค์การอนามัยโลก

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าการลงทุนเพิ่มเพียง 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และสุขภาพจิต สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม WHO ยังเตือนว่าความก้าวหน้าในการลดการเสียชีวิตจาก NCDs ทั่วโลกกำลังชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในประเทศรายได้น้อยและปานกลางที่มีผู้เสียชีวิตถึง 32 ล้านคนต่อปี

การนำเสนอของ สบช. ในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในระบบสุขภาพปฐมภูมิที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระโรคและค่าใช้จ่าย แต่ยังสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เผชิญความท้าทายด้านทรัพยากร

การเข้าร่วมนิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ สบช. ในการเผยแพร่แนวคิดและนวัตกรรมระบบสุขภาพไทยสู่สากล และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการปรับระบบปฐมภูมิให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง