สถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนยังคงวิกฤต โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง กรมควบคุมมลพิษรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ค่า PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่สูงถึง 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรถึง 3 เท่า
ผลกระทบต่อสุขภาพ
นายแพทย์สุรพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงใหม่ กล่าวว่า "ผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลด้วยอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง" นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ป่วยโรคตาแดงและผิวหนังอักเสบเพิ่มขึ้นด้วย
มาตรการรับมือ
ทางการจังหวัดเชียงใหม่ได้ประกาศให้ประชาชนสวมหน้ากาก N95 เมื่อออกนอกบ้าน และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูง นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับกลุ่มเสี่ยง และแจกจ่ายหน้ากากอนามัยฟรีแก่ผู้มีรายได้น้อย
สาเหตุของหมอกควัน
สาเหตุหลักเกิดจากการเผาในที่โล่ง ทั้งการเผาป่า เผาไร่ข้าวโพด และการเผาขยะของชุมชน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่สภาพอากาศปิด ทำให้หมอกควันไม่สามารถระบายออกไปได้ สถิติจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ระบุว่า มีจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติมากกว่า 500 จุด ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2568
แนวโน้มในระยะยาว
ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมคาดว่าสถานการณ์จะยังคงรุนแรงต่อไปอีกอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เนื่องจากยังไม่มีสัญญาณของฝนตกหนักที่จะช่วยลดฝุ่นละอองในอากาศ กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมยาจำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจไว้ล่วงหน้า
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
นักวิชาการหลายท่านเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ลักลอบเผาป่า และส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้วิธีการไถกลบตอซังแทนการเผา นอกจากนี้ ควรมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ เช่น การชดเชยค่ารักษาพยาบาล และการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากฝุ่นควัน



