เปิดสูตรเซฟงบ! วิธีเลือกอาหารป้ายเหลืองให้ได้ของดีคุณภาพพรีเมียมราคาถูกลงเกือบครึ่ง
เปิดสูตรเซฟงบ! วิธีเลือกอาหารป้ายเหลืองให้ได้ของดีคุณภาพพรีเมียม

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การบริหารจัดการงบประมาณรายจ่าย โดยเฉพาะค่าอาหารซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักในชีวิตประจำวัน กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับหลายคน หนึ่งในทางเลือกยอดนิยมของนักช้อปสายคุ้มค่าคือการพุ่งตัวไปที่โซนอาหารป้ายเหลือง หรืออาหารลดราคาเคลียร์สต็อกตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ที่มักนำสินค้ามาลดราคาตั้งแต่ 30% ไปจนถึง 70% แต่การจะหยิบอาหารลดราคาให้คุ้มค่าที่สุดนั้น ไม่ใช่แค่การมองหาป้ายราคาที่ถูกที่สุดเท่านั้น แต่ต้องมีวิธีเลือกอาหารลดราคาอย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพดีและปลอดภัยต่อร่างกาย

เช็กความต่างระหว่าง Expiry Date และ Best Before

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจเมื่อก้าวเข้าสู่โซนอาหารลดราคา คือการสังเกตฉลากวันหมดอายุ ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุไว้ชัดเจนว่ามีความแตกต่างกัน วันหมดอายุ (EXP / Expiry Date) คือวันที่อาหารนั้นหมดอายุ หลังจากวันนี้นำมารับประทานไม่ได้เด็ดขาด เพราะอาหารจะเน่าเสียหรือมีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายเด่นชัด ส่วนควรบริโภคก่อน (BB / BBE / Best Before) คือวันที่อาหารจะมีคุณภาพดีเยี่ยม ทั้งรสชาติและคุณค่าทางอาหาร หลังจากวันนี้ไปรสชาติอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่ยังสามารถทานได้โดยไม่เป็นอันตราย หากเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ถูกต้อง ทริคสำหรับสายคุ้ม: หากเป็นสินค้าประเภทนม ของสด หรือเนื้อสัตว์ป้ายเหลืองที่ระบุวัน EXP ควรเลือกแพ็กที่สามารถนำมาปรุงอาหารกินได้ทันทีในมื้อนั้น หรือภายในวันถัดไป ไม่ควรซื้อตุน

สแกนบรรจุภัณฑ์ต้องสมบูรณ์ 100%

แม้ราคาจะถูกลงครึ่งต่อครึ่ง แต่สิ่งที่ไม่ควรลดหย่อนคือเรื่องความปลอดภัย บรรจุภัณฑ์ของอาหารป้ายเหลืองต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อาหารกระป๋องต้องไม่มีรอยบุบ รอยสนิม หรือบวมพองเด็ดขาด เพราะรอยบุบอาจทำให้สารเคลือบด้านในหลุดลอกและปนเปื้อนสู่อาหาร ส่วนอาหารแพ็กพลาสติกหรือถาดโฟม พลาสติกที่ซีลต้องไม่ขาด ไม่มีรอยรั่วซึม และที่สำคัญต้องไม่บวมพอง เพราะการที่บรรจุภัณฑ์บวมพองแสดงว่าเริ่มมีแก๊สจากจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารบูดเสียอยู่ภายใน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ตรวจสอบเนื้อสัมผัสและสีสันของวัตถุดิบ

สำหรับของสด เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ หรืออาหารทะเลป้ายเหลือง ให้ใช้สายตาสแกนอย่างละเอียด เนื้อสัตว์ต้องไม่มีสีคล้ำเขียว หรือมีเมือกเยิ้ม ส่วนผักและผลไม้สด แม้จะมีรอยช้ำภายนอกบ้างตามกลไกการลดราคา แต่ต้องไม่มีราขึ้น หรือมีกลิ่นเปรี้ยวที่แสดงถึงความเน่าเสีย

รู้ช่วงเวลานาทีทองของแต่ละห้าง

การจะได้ของดีราคาถูกต้องไปให้ถูกเวลา โดยทั่วไปซูเปอร์มาร์เก็ตแต่ละแห่งจะมีตารางการติดป้ายเหลืองที่คล้ายคลึงกัน คือแบ่งเป็น 2 รอบหลัก รอบกลางวัน (ประมาณ 13.00 - 15.00 น.) มักเป็นกลุ่มสินค้าเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน หรือผักผลไม้ที่คัดของสดรอบเช้าออก ส่วนรอบค่ำ (ประมาณ 19.00 - 21.00 น.) คือไฮไลท์ของสายของลดราคากลางคืน เพราะห้างจะนำอาหารปรุงสำเร็จ เนื้อสัตว์สด และซูชิ มาลดราคาขั้นสุดเพื่อเคลียร์สต็อกวันต่อวัน

การเลือกซื้ออาหารป้ายเหลืองถือเป็นเทคนิคการบริหารเงินที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่เน้นความคุ้มค่าและช่วยลดปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขส่วนลดที่ดึงดูดสายตา แต่คือการตรวจสอบความสมบูรณ์ของบรรจุภัณฑ์ วันหมดอายุ และสภาพของอาหารอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบาทที่จ่ายไป ได้แลกกับมื้ออาหารที่ทั้งประหยัด อร่อย และปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างสูงสุด