ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 มีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือ Lemon Law ด้วยคะแนนเสียง 420 เสียง โดยไม่มีเสียงไม่เห็นชอบหรืองดออกเสียง และมีมติให้ใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา ด้วยคะแนน 275 เสียง พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 24 คน และกำหนดเวลาแปรญัตติ 15 วัน
สาระสำคัญของร่างกฎหมาย Lemon Law
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าหลายประเภทมีเทคโนโลยีซับซ้อน ผู้บริโภคไม่อาจตรวจพบความชำรุดบกพร่องได้ในขณะซื้อ และเมื่อเกิดปัญหาผู้ซื้อกลับต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าความเสียหายมีอยู่ก่อนแล้ว กฎหมายฉบับนี้จึงเข้ามาแบ่งเบาภาระดังกล่าว
สาระสำคัญของร่างกฎหมายวางหลักให้ผู้ขายต้องรับผิดเมื่อสินค้าชำรุดบกพร่อง โดยกำหนดข้อสันนิษฐานทางกฎหมายว่า หากสินค้าเสียภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าเสียมาตั้งแต่วันส่งมอบ ผู้ซื้อไม่ต้องพิสูจน์เอง โดยสินค้าทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และรถจักรยานยนต์ กำหนดไว้ 6 เดือน ส่วนรถยนต์กำหนดไว้ 1 ปี นอกจากนี้ยังให้สิทธิผู้ซื้อเรียกให้ผู้ขายซ่อมแซม เปลี่ยนสินค้า ลดราคา หรือเลิกสัญญาและคืนเงิน หากเป็นความบกพร่องร้ายแรงในสาระสำคัญ ผู้ซื้อขอเปลี่ยนสินค้าได้ทันที สินค้าทั่วไปภายใน 7 วัน และเครื่องใช้ไฟฟ้ากับเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ภายใน 14 วัน นับจากวันรับสินค้า ด้านการซ่อม กำหนดให้ผู้ขายซ่อมสินค้าทั่วไปให้เสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ภายใน 90 วัน นอกจากนี้ยังกำหนดความรับผิดโดยเคร่งครัดเฉพาะรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ขายต้องรับผิดทุกกรณีเมื่อพบความบกพร่องภายในระยะเวลาและระยะทางที่กำหนด
รัฐบาลย้ำเป้าหมายสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค
นางสาวศุภมาสกล่าวเพิ่มเติมว่า “ดิฉันอยากให้คนไทยซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ จ่ายเงินไปแล้วต้องได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตามสมควร และหากเกิดปัญหาก็ต้องมีระบบที่ช่วยแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม กฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดข้อพิพาท ลดภาระการฟ้องร้อง และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจหันมาใส่ใจคุณภาพสินค้ามากขึ้น นี่คือการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมสากล”
ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายฉบับแรกที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิประชาชน โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569
พรรคประชาชนชี้ช่วยผู้ประกอบการรับผิดชอบต่อสังคม
นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.กทม. เขต 19 พรรคประชาชน กล่าวว่า หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะช่วยให้สินค้าที่ชำรุดหรือเสียหายสามารถได้รับการซ่อมแซมและกลับมาใช้งานได้ ทำให้ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าใหม่ทันที และสามารถนำเงินส่วนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นได้ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสินค้าหลายประเภท เช่น โทรศัพท์มือถือหรือรถยนต์ เมื่อชำรุดและถูกทิ้ง จะกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนให้เกิดการซ่อมแซมจึงช่วยลดปริมาณขยะและยืดอายุการใช้งานของสินค้า ในด้านจริยธรรม ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบและความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคมากขึ้น ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายสินค้า
พรรคประชาธิปัตย์ชูเลมอนกลางสภาชี้เปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนพรรคผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมนำผลไม้เลมอนขึ้นแสดงกลางสภา เพื่อสะท้อนปัญหา “สินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ” ที่ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเผชิญ พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล หลังจากที่ผ่านมาเกิดกรณีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายจากสินค้าชำรุดบกพร่อง แต่กลับต้องแบกรับภาระในการพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่ผู้บริโภคต้องรวมตัวทุบรถประท้วงและต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนานกว่า 13 ปี สะท้อนช่องว่างของกฎหมายไทยที่ยังไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ปัญหาสำคัญของระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน คือการผลักภาระการพิสูจน์ไปให้ผู้บริโภค ทั้งที่ประชาชนไม่มีความรู้ทางวิศวกรรม ไม่มีเทคโนโลยี และไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการต่อสู้กับบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากระบบที่ยึดหลัก ‘ผู้ซื้อต้องระวัง’ ไปสู่ระบบที่ ‘ผู้ขายต้องรับผิดชอบ’ คนที่มีข้อมูล มีความรู้ และมีศักยภาพในการพิสูจน์มากกว่า ควรเป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดให้ผู้บริโภคเหมือนที่ผ่านมา” นางรัดเกล้ากล่าว



