โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet หรือ เงินดิจิทัล เริ่มให้ประชาชนที่ลงทะเบียนและผ่านการยืนยันตัวตนแล้ว สามารถใช้จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป โดยรัฐบาลได้เปิดช่องทางการตรวจสอบสิทธิ์และยืนยันตัวตนหลายช่องทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
ช่องทางการตรวจสอบสิทธิ์เงินดิจิทัล
ผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการสามารถตรวจสอบสถานะสิทธิ์ของตนเองได้ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ที่สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งในระบบ iOS และ Android และเว็บไซต์ govwelfare.cgd.go.th โดยต้องกรอกหมายเลขบัตรประชาชนและวันเดือนปีเกิดเพื่อดูผลการพิจารณา
ขั้นตอนการยืนยันตัวตนและใช้งาน
หลังจากตรวจสอบสิทธิ์แล้ว หากสถานะขึ้นว่า "ผ่านการพิจารณา" ผู้ใช้งานต้องดำเนินการยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" โดยใช้ระบบสแกนใบหน้า (Face Scan) เพื่อยืนยันตัวตนอีกครั้ง เมื่อยืนยันสำเร็จ ระบบจะแสดงวงเงินดิจิทัล 10,000 บาท พร้อมใช้งานทันที เงินสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ โดยสแกน QR Code ผ่านแอปพลิเคชัน
ข้อกำหนดการใช้เงินดิจิทัล
เงินดิจิทัล 10,000 บาท มีข้อกำหนดการใช้งานที่สำคัญ คือ สามารถใช้จ่ายได้เฉพาะสินค้าที่จำเป็นและสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือบริการต่างๆ เช่น การชำระหนี้ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือการพนัน นอกจากนี้ ต้องใช้จ่ายภายในร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีและเข้าร่วมโครงการเท่านั้น โดยมีระยะเวลาการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567
ปัญหาที่อาจพบและแนวทางแก้ไข
หากผู้ใช้งานพบปัญหาในการยืนยันตัวตนหรือการใช้จ่าย เช่น ระบบล่ม หรือสแกนใบหน้าไม่ผ่าน ควรติดต่อศูนย์ช่วยเหลือของโครงการผ่านสายด่วน 1111 หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมระบบสำรองและเพิ่มช่องทางการให้บริการเพื่อรองรับปริมาณผู้ใช้งานจำนวนมาก
จากข้อมูลของรัฐบาล โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ประมาณ 50 ล้านคน วงเงินรวมกว่า 5 แสนล้านบาท โดยเงินจะถูกใช้จ่ายในชุมชนและร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น



