ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการควบคุมค่าธรรมเนียมบัตรเดบิต โดยห้ามธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปี ค่าธรรมเนียมการออกบัตร และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมเกินกว่าอัตราที่กำหนด เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป
รายละเอียดมาตรการใหม่
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับบัตรเดบิตทุกประเภท รวมถึงบัตรเดบิตแบบทั่วไป บัตรเดบิตแบบพรีเมียม และบัตรเดบิตที่เชื่อมโยงกับบัญชีเงินฝาก โดยกำหนดอัตราสูงสุดที่ธนาคารสามารถเรียกเก็บได้ ดังนี้
- ค่าธรรมเนียมรายปี: ไม่เกิน 300 บาทต่อปี
- ค่าธรรมเนียมการออกบัตร: ไม่เกิน 100 บาทต่อครั้ง
- ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านเครื่อง EDC: ไม่เกิน 1 บาทต่อรายการ
- ค่าธรรมเนียมการถอนเงินสดผ่านตู้ ATM: ไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ
เหตุผลในการออกมาตรการ
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงิน ธปท. กล่าวว่า "ที่ผ่านมาพบว่าผู้บริโภคจำนวนมากได้รับภาระค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตที่สูงเกินสมควร โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมรายปีที่บางธนาคารเรียกเก็บถึง 1,000 บาท และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่สูงถึง 5 บาทต่อรายการ ซึ่งสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้ใช้บริการ"
นอกจากนี้ ธปท. ยังพบว่ามีธนาคารบางแห่งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการออกบัตรซ้ำในกรณีที่บัตรเสียหายหรือหมดอายุ โดยคิดค่าธรรมเนียมสูงถึง 500 บาท ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสม มาตรการใหม่นี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและธนาคาร
มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ถือบัตรเดบิตในประเทศไทยซึ่งมีมากกว่า 80 ล้านใบ โดยเฉลี่ยผู้ถือบัตรจะประหยัดค่าธรรมเนียมได้ประมาณ 200-500 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทบัตรและธนาคาร
ด้านธนาคารพาณิชย์ ต้องปรับตัวเพื่อรองรับรายได้ที่ลดลงจากค่าธรรมเนียม โดยธปท. คาดว่าธนาคารอาจต้องหันมาเน้นรายได้จากค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน หรือค่าธรรมเนียมการให้บริการเสริม เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป
การบังคับใช้และการกำกับดูแล
ธปท. จะมีการตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวด โดยธนาคารที่ฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงินสูงสุด 1 ล้านบาทต่อกรณี และอาจถูกดำเนินการทางวินัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผู้บริโภคที่พบว่าธนาคารเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินกว่าอัตราที่กำหนดสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. หรือสายด่วน 1213



