เกิดเหตุไฟไหม้รถบัสรับส่งนักเรียนอย่างรุนแรงบนถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บ 25 ราย เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณหน้าหมู่บ้านเมืองเอก ถนนวิภาวดีรังสิต ขาออก มุ่งหน้าสู่รังสิต เวลาประมาณ 06.30 น. รถบัสคันดังกล่าวเป็นรถปรับอากาศ สีชมพู หมายเลขทะเบียน 10-1234 กรุงเทพมหานคร รับส่งนักเรียนจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในเขตดอนเมือง กำลังมุ่งหน้าไปรับนักเรียนเพิ่มเติม ก่อนเกิดเหตุมีนักเรียนอยู่บนรถประมาณ 40 คน
สาเหตุและการสอบสวนเบื้องต้น
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คูคต และหน่วยกู้ภัยเร่งตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าเพลิงได้ลุกไหม้รถบัสอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริเวณห้องเครื่องด้านหน้าและลามไปยังตัวรถ ผู้เสียชีวิต 3 รายเป็นนักเรียนหญิง อายุระหว่าง 12-15 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนผู้บาดเจ็บ 25 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง 5 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โรงพยาบาลเปาโล รังสิต โรงพยาบาลปทุมธานี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลรังสิต อาการส่วนใหญ่เป็นแผลไฟไหม้และหายใจติดขัดจากควันพิษ
จากการสอบสวนเบื้องต้น พ.ต.อ.สมชาย ใจดี รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยว่า สันนิษฐานสาเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณห้องเครื่องยนต์ ซึ่งอาจเกิดจากระบบไฟฟ้าชำรุดหรือการดัดแปลงสภาพรถ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียดจากวิศวกรและกองพิสูจน์หลักฐาน นอกจากนี้ ยังพบว่ารถบัสคันดังกล่าวมีอายุการใช้งานกว่า 20 ปี และผ่านการต่อเติมดัดแปลงหลายจุด
มาตรการความปลอดภัยและการช่วยเหลือ
นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งกำชับให้ตรวจสอบความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียนทั่วประเทศอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะรถที่ดัดแปลงสภาพและมีอายุการใช้งานนาน
ด้านกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงคมนาคมร่วมกันออกมาตรการเร่งด่วน 5 ข้อ ได้แก่ 1. ห้ามใช้รถบัสที่ดัดแปลงสภาพโดยไม่ผ่านการรับรอง 2. ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและแก๊สในรถโรงเรียนทุกคันภายใน 30 วัน 3. ติดตั้งถังดับเพลิงและอุปกรณ์ความปลอดภัยให้ครบถ้วน 4. อบรมพนักงานขับรถและครูผู้ดูแลเรื่องการดับเพลิงและการอพยพ 5. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้รับผิดชอบ
นางสาวอภิญญา แก้วมา ผู้ดูแลนักเรียนที่รอดชีวิต เล่าว่า “ตอนเกิดเหตุเห็นควันดำพวยพุ่งจากด้านหน้ารถ นักเรียนกรีดร้องกันวุ่นวาย ครูพยายามเปิดประตูฉุกเฉิน แต่ประตูติดขัดเพราะความร้อน ทำให้ต้องใช้ค้อนทุบกระจกจึงพาออกมาได้” เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับนักเรียนและผู้ปกครองอย่างมาก
ผลกระทบและการเยียวยา
จากเหตุการณ์ดังกล่าว กรมการขนส่งทางบกได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตรถโรงเรียนของบริษัทที่เกี่ยวข้องเป็นการชั่วคราว และเร่งตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะรถที่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งอาจมีความเสี่ยงสูงกว่า
ด้านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ณ จุดเกิดเหตุและโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อให้คำปรึกษาด้านจิตใจและประสานงานด้านการเยียวยา โดยในเบื้องต้นจะจ่ายเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิตรายละ 500,000 บาท และผู้บาดเจ็บตามความรุนแรงของอาการ



