Garena Free Fire ครบ 9 ปีในไทย เดินกลยุทธ์ 3 เส้าอีสปอร์ต-ครีเอเตอร์-คอนเทนต์ รักษาฐานผู้เล่น
Garena Free Fire เตรียมก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ของการให้บริการในประเทศไทย พร้อมเปิดแผนธุรกิจปี 2569 โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ อีสปอร์ต ครีเอเตอร์ และคอนเทนต์ เพื่อรักษาฐานผู้เล่นในตลาดเกมไทยที่ยังเติบโตแต่เริ่มชะลอตัวลง
ตลาดเกมไทยเติบโตชะลอตัว เน้นรักษาผู้เล่นเดิม
ภวิษย์พร เจียรประเสริฐ Country Head บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า Free Fire ยังคงเป็นแอปที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดในไทยต่อเนื่อง 7 ปี (2561–2567) มียอดสะสมกว่า 88 ล้านครั้ง ขณะที่ฐานผู้เล่นทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านคนต่อวัน ครอบคลุมกว่า 160 ประเทศ
ทั้งนี้ ตลาดเกมไทยในปี 2568 มีมูลค่าราว 36,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากปีก่อน ขณะที่คนไทยกว่า 77.9% ใช้เวลาเล่นเกมเฉลี่ยเกือบ 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำให้ผู้ให้บริการหันมาเน้นการรักษาผู้เล่นเดิม และเพิ่มเวลาการใช้งานในแพลตฟอร์มมากขึ้น
กลยุทธ์ 3 ด้านหลัก: อีสปอร์ต ครีเอเตอร์ และคอนเทนต์
ทิศทางปี 2569 บริษัทวางกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่:
- อีสปอร์ต: เตรียมขยายการแข่งขันตั้งแต่ระดับสมัครเล่นไปจนถึงมืออาชีพ พร้อมดึงการแข่งขัน Free Fire World Series Global Finals 2026 มาจัดที่กรุงเทพฯ ช่วงปลายปี ด้วยเงินรางวัลรวม 1.2 ล้านดอลลาร์ และเปิดให้เข้าชมแบบออฟไลน์
- ครีเอเตอร์: เตรียมงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท เพื่อพัฒนา Creator Ecosystem หลังคอนเทนต์ภายใต้แฮชแท็ก #FFCTH บน TikTok มียอดรับชมเฉลี่ยราว 1,000 ล้านครั้งต่อเดือน โดยตั้งเป้าผลักดันผู้เล่นสู่การเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ และต่อยอดรายได้ร่วมกับแบรนด์
- คอนเทนต์: เกมคอนเทนต์ถูกวางเป็นแกนหลักในการรักษาฐานผู้เล่น โดยใช้แนวทางผสมระหว่างความบันเทิงจากต่างประเทศกับวัฒนธรรมไทย เริ่มจากการร่วมมือกับอนิเมะอย่าง Jujutsu Kaisen และเตรียมต่อยอดด้วย Gintama เพื่อนำฐานแฟนใหม่เข้าสู่เกม ควบคู่กับแคมเปญในประเทศ เช่น สงกรานต์ และโปรเจกต์ “Street & Sta9e” ที่ดึงศิลปินฮิปฮอปและลูกทุ่งเข้ามาเชื่อมกับเกม
ขยับจากเกมเพลย์สู่แพลตฟอร์มเชื่อมต่อวัฒนธรรมป๊อป
แนวทางดังกล่าวเป็นการขยับจากการพัฒนาเกมเพลย์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างคอนเทนต์ที่เชื่อมกับวัฒนธรรมป๊อปและไลฟ์สไตล์ของผู้เล่น เพื่อให้เกมยังคงมีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ในระยะยาว Free Fire กำลังขยับจากเกมมือถือไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมเกม คอนเทนต์ และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกันมากขึ้น



