วันที่ 1 กันยายน 2567 จะเป็นวันดีเดย์ที่ประชาชนสามารถยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยและเปลี่ยนชื่อสกุลได้ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบหลักการและแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคล โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนเป็นต้นไป
รายละเอียดการยื่นคำร้องขอสัญชาติไทย
การยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยในครั้งนี้ครอบคลุมถึงกลุ่มบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนและบุคคลที่ต้องการเปลี่ยนชื่อสกุลให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้ที่สนใจสามารถยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ในวันจันทร์-ศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ
สำหรับเอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นคำร้อง ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชนหรือหลักฐานอื่นที่แสดงตน ทะเบียนบ้าน หรือหลักฐานการเกิด รวมถึงเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่เจ้าหน้าที่กำหนด โดยจะมีการตรวจสอบข้อมูลและประวัติของผู้ยื่นคำร้องอย่างละเอียดก่อนอนุมัติ
กลุ่มเป้าหมายและเงื่อนไข
กลุ่มเป้าหมายหลักของการเปิดให้ยื่นคำร้องครั้งนี้คือผู้ที่เกิดในประเทศไทยแต่ไม่มีสัญชาติไทย รวมถึงผู้ที่ต้องการเปลี่ยนชื่อสกุลเนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น การสมรส การหย่า หรือการรับบุตรบุญธรรม โดยจะต้องมีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์หรือเหตุผลที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ยังรวมถึงบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยแต่สูญเสียไปเนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น การถือสัญชาติอื่น หรือการถูกเพิกถอนสัญชาติ ซึ่งสามารถยื่นคำร้องขอคืนสัญชาติได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องไม่เคยกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ
ผลกระทบและการดำเนินการ
มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลที่คั่งค้างมายาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและชุมชนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล และการประกอบอาชีพ
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยจะจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ยื่นคำร้อง รวมถึงการจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง
นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าการดำเนินการนี้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาค โดยไม่เลือกปฏิบัติ และขอให้ประชาชนที่เข้าข่ายใช้สิทธิ์นี้โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเต็มที่



