แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดกิจกรรม “วาทะผู้นำ วาระสิทธิมนุษยชน” ภายใต้แนวคิด “กรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนและสื่อมวลชนร่วมติดตามและตั้งคำถามต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง กิจกรรมนี้ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม มีเป้าหมายผลักดันวาระสิทธิมนุษยชนให้เป็นประเด็นหลักของการเลือกตั้งท้องถิ่น และย้ำว่าการพัฒนาเมืองต้องตั้งอยู่บนหลักการไม่เลือกปฏิบัติและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ชัชชาติร่วมกิจกรรม เปิดวิสัยทัศน์ด้านการศึกษา
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระหมายเลข 9 เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ พร้อมด้วยนายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ (แสนดี) นางทวิดา กมลเวชช และทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” โดยได้พูดคุยทักทายประชาชนและเยาวชนอย่างเป็นกันเอง ชัชชาติกล่าวถึงวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาว่า เด็กทุกคนต้องมีสิทธิได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ปราศจากการกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ และส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข พร้อมเสนอให้มีระบบหรือแพลตฟอร์มสำหรับแจ้งเหตุและรายงานการละเมิดสิทธิ ทั้งระหว่างนักเรียนด้วยกันหรือระหว่างครูกับนักเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ ชัชชาติเสนอให้พัฒนาบริการให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา และยกระดับโรงเรียนในสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่ง ให้เป็นโรงเรียนที่เคารพความหลากหลาย มีอัตลักษณ์ของตนเอง และเป็นต้นทางของความเท่าเทียม โดยเน้นว่าการศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและความยากจนในระยะยาว
นโยบายเด็กพิเศษและกลุ่มเปราะบาง
ในประเด็นเด็กพิเศษ ชัชชาติระบุว่า มีนโยบายขยายโรงเรียนและการดูแลเด็กพิเศษให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขต เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงการศึกษาได้โดยไม่ถูกกีดกัน พร้อมลดภาระของครอบครัว และทำให้โรงเรียนของ กทม. เป็นโรงเรียนของทุกคนอย่างแท้จริง สำหรับนโยบาย Bangkok for Rights, Bangkok for All ชัชชาติกล่าวว่า เมืองต้องถูกออกแบบให้ “น่าอยู่สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่บางคน” นโยบายด้านผู้สูงอายุจึงต้องดูแลครบทั้งมิติสุขภาพ จิตใจ และการดำรงชีวิต ผ่านสวัสดิการ การฝึกอาชีพ การจัดหางาน และกิจกรรมทางสังคม รวมถึงการโอบกอดกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ เด็ก หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศ
จัดระเบียบหาบเร่ไม่ซ้ำเติมคนจน
ระหว่างการลงพื้นที่ ตัวแทนผู้ค้าหาบเร่แผงลอยสะท้อนปัญหาว่า กฎระเบียบของกรุงเทพมหานครที่มีจำนวนมากส่งผลให้ช่องทางทำมาหากินลดลง ชัชชาติรับฟังข้อเสนอและย้ำว่า การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยต้องไม่ซ้ำเติมคนจน แต่ต้องช่วยให้ประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากได้ ผ่านการจัดหาพื้นที่ผ่อนผันและการบริหารจัดการที่เป็นธรรม
5 ข้อเรียกร้องจากแอมเนสตี้
ในโอกาสเดียวกัน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ยื่น 5 ข้อเรียกร้องวาระสิทธิมนุษยชน (Human Rights Agenda) ต่อผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำหนดนโยบายเมือง ได้แก่ 1. คุ้มครองพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างปลอดภัย 2. อำนวยความสะดวกต่อการชุมนุมโดยสงบ 3. รับฟังเสียงประชาชนก่อนการตัดสินใจเชิงนโยบาย 4. ทำให้บริการของกรุงเทพมหานครเข้าถึงได้โดยไม่เลือกปฏิบัติ 5. พัฒนาเมืองและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม แอมเนสตี้ย้ำว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านนโยบาย แต่คือโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตของเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง



