นาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าเป็นวันแห่งการเจรจาที่ “ดีมากๆ” พร้อมเปิดเผยประเด็นสำคัญ 4 ประการที่จะเกิดขึ้นในการเจรจาทางเทคนิคในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยเฉพาะการที่อิหร่านยินยอมให้ผู้ตรวจสอบจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าประเทศเมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569
ประเด็นสำคัญในการเจรจา
แวนซ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่รีสอร์ต “บือร์เกินชต็อค” (Bürgenstock) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่าประเด็นแรกคือการสร้างกลไกรักษาความเปิดกว้างของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปัจจุบันเปิดอยู่แล้ว และต้องการจัดตั้งกลไกประสานงานที่มีประสิทธิภาพสำหรับปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการฟื้นฟูการค้า
ประเด็นที่สองคือการสร้างกลไก “ลดความขัดแย้งเพื่อนำไปสู่การหยุดยิงในภูมิภาค” โดยมีเป้าหมายป้องกันการยกระดับทางทหารในวงกว้าง โดยเฉพาะในเลบานอนซึ่งกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเจรจาครั้งนี้
ความสำเร็จด้านนิวเคลียร์
ประเด็นที่สามซึ่งแวนซ์ระบุว่า “น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราในฐานะชาวอเมริกันรู้สึกตื่นเต้นมากที่สุด” คือการที่อิหร่านตกลงอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบ IAEA เดินทางเข้าประเทศ เขากล่าวว่า “นี่คือความสำเร็จครั้งสำคัญของประชาชนชาวอเมริกัน และเป็นก้าวแรกในการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างถาวร หรือการยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ในอิหร่านอย่างถาวร”
ประเด็นสุดท้ายคือการจัดตั้งกระบวนการเพื่อให้การเจรจารายละเอียดทางเทคนิคดำเนินต่อไปได้ ในขณะที่หัวหน้าคณะผู้เจรจาเตรียมเดินทางออกจากสวิตเซอร์แลนด์
ปฏิเสธข่าวเจรจาล่ม
แวนซ์ปฏิเสธข่าวที่ว่าการเจรจาล่มเนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตำหนิประธานาธิบดีอิหร่าน โดยระบุว่า “สิ่งที่เราบอกกับทางอิหร่านเมื่อวานนี้ก็คือ เมื่อพวกคุณเปิดฉากพูดจาถากถาง พวกคุณจะคาดหวังไม่ให้ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาตอบโต้หรือแก้ไขความเข้าใจให้ถูกต้องไม่ได้หรอก”
สถานะการเจรจาอื่นๆ
สำหรับการเจรจาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน แวนซ์ระบุว่า “เรื่องนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ แต่สิ่งที่เราได้ทำลงไปคือการกำหนดกรอบการทำงานจริง เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายจนเกินควบคุมในอนาคต”
การปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่าน
ในส่วนเรื่องการปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่าน แวนซ์ย้ำว่า “เราต้องการให้แน่ใจว่าเราได้สร้างกระบวนการที่หากมีการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านเมื่อใด เราจะสามารถรับประกันได้ว่าเงินจำนวนนั้น ซึ่งเป็นเงินของอิหร่าน จะถูกนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนชาวอิหร่าน ไม่ใช่เพื่อนำไปสนับสนุนการก่อการร้าย”
แวนซ์เสริมว่า สหรัฐฯ และกาตาร์จะเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติในกระบวนการนี้ โดยเงินจะถูกนำไปซื้อถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลีของอเมริกาเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวอิหร่าน เขากล่าวสรุปว่านี่คือ “ข้อตกลงตามแบบฉบับคลาสสิกของทรัมป์”



