กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า ได้โจมตีคลังเก็บขีปนาวุธ คลังเก็บอากาศยานไร้คนขับ และสถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่านเมื่อวันศุกร์
ปฏิบัติการตอบโต้ของสหรัฐฯ
CENTCOM แถลงว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการตอบโต้เหตุโจมตีด้วยโดรนใส่เรือสินค้าลำหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ต้องระงับแผนอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คนที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าการโจมตีเรือพาณิชย์ครั้งนี้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และเป็นการคุกคามเสรีภาพในการเดินเรือบนเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าประสานงานเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเรือพาณิชย์ทุกลำที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซต่อไป
อิหร่านโต้กลับและประณามสหรัฐฯ
ด้านรัฐบาลอิหร่านชี้แจงว่าเรือสินค้าลำดังกล่าวถูกโจมตี เนื่องจากใช้เส้นทางเดินเรือที่ไม่ได้รับอนุญาตในการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประณามสหรัฐฯ ว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ ใช้ข้ออ้างเรื่องเรือเดินสมุทรเป็นเหตุผลในการเปิดฉากโจมตีชายฝั่งอิหร่าน IRGC ยังอ้างว่ากองกำลังทางเรือของอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว พร้อมประกาศเตือนว่าหากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอีกครั้ง อิหร่านจะตอบโต้ในวงกว้างและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
ความตึงเครียดหลังข้อตกลง 14 ข้อ
ความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งที่สหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งบรรลุบันทึกความเข้าใจ 14 ข้อเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อยุติการสู้รบ สาระสำคัญของข้อตกลงคือ อิหร่านจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรับประกันการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย และจะไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ เป็นเวลา 60 วัน อย่างไรก็ตาม เหตุโจมตีเรือสินค้าครั้งล่าสุดทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจเริ่มสั่นคลอน
ปฏิกิริยาจากผู้นำสหรัฐฯ และอิหร่าน
หลังปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า หากอิหร่านมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการตีความบันทึกความเข้าใจ ก็ควรใช้การเจรจา ไม่ใช่ความรุนแรง แต่หากใช้ความรุนแรง ก็จะได้รับการตอบโต้ด้วยความรุนแรง ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบขาวว่า เขาไม่พอใจอย่างยิ่งกับเหตุยิงโจมตีเรือสินค้าเมื่อวันก่อน พร้อมกล่าวหาอิหร่านว่าได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโง่เขลา และเตือนว่าการใช้ความรุนแรงจะต้องได้รับการตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นกัน เอบราฮิม อาซิซี ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ทั้งที่การเจรจายังดำเนินอยู่ เขาระบุว่าการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างประมาทครั้งนี้ จะทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับผลลัพธ์เช่นเดียวกับที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าการกล่าวโทษฝ่ายอื่นจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
ผลกระทบต่อการเดินเรือและราคาน้ำมัน
ก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซหลังเกิดปฏิบัติการโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง และกระทบต่อการขนส่งก๊าซธรรมชาติ รวมถึงสินค้าสำคัญอย่างปุ๋ย ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่าการเจรจากับอิหร่านเป็นไปในทิศทางที่ดี และอิหร่านรับปากว่าจะไม่เรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อิหร่านบางรายยังยืนยันว่าการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับไปเป็นเหมือนก่อนเกิดสงคราม
รายละเอียดเรือสินค้าที่ถูกโจมตี
เรือสินค้าที่ถูกโจมตีคือ Ever Lovely เรือบรรทุกสินค้าติดธงสิงคโปร์ โดยสำนักงานความมั่นคงทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่าเรือถูกกระสุนโจมตีห่างจากท่าเรือดาฮิตของประเทศโอมานไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 7.5 ไมล์ทะเล บริษัทเจ้าของเรือ Ever Lovely ยืนยันว่าเรือแล่นตามเส้นทางที่ UKMTO แนะนำ และลูกเรือทุกคน รวมถึงตัวเรือและสินค้าทั้งหมด ยังคงปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ต้องระงับแผนอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คน ที่ติดค้างอยู่ในเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้เป็นการชั่วคราว



