อังกฤษถอนตัวจากสนธิสัญญาพลังงาน ECT เหตุไม่สอดคล้องเป้าหมาย Net Zero
อังกฤษถอนตัวจากสนธิสัญญาพลังงาน ECT ไม่สอดคล้อง Net Zero

สหราชอาณาจักรประกาศถอนตัวจากสนธิสัญญากฎบัตรพลังงาน (Energy Charter Treaty - ECT) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 โดยให้เหตุผลว่าสนธิสัญญาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาด

สาเหตุการถอนตัวของอังกฤษ

รัฐบาลอังกฤษระบุว่า ECT ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2541 นั้น เปิดช่องให้บริษัทพลังงานฟอสซิลสามารถฟ้องร้องรัฐบาลได้หากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัท ซึ่งขัดกับความพยายามของรัฐบาลในการเร่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน

นายเกรแฮม สจวร์ต รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงพลังงานและการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ของอังกฤษ กล่าวว่า "การอยู่ใน ECT ไม่ได้ส่งข้อความที่ถูกต้องเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของเราในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด การถอนตัวในครั้งนี้จะช่วยให้เรามีอิสระมากขึ้นในการดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม"

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อนโยบายพลังงาน

การถอนตัวของอังกฤษจาก ECT มีผลทันที โดยไม่ต้องรอระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า 1 ปี เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษใช้ช่องทางพิเศษที่เรียกว่า "การถอนตัวแบบเร่งด่วน" ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของสนธิสัญญาที่อนุญาตให้ประเทศสมาชิกสามารถถอนตัวได้หากเห็นว่าสนธิสัญญาขัดต่อผลประโยชน์สำคัญของชาติ

การตัดสินใจครั้งนี้หมายความว่าบริษัทพลังงานฟอสซิลจะไม่สามารถใช้ ECT เป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องรัฐบาลอังกฤษเกี่ยวกับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคตได้อีกต่อไป ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและเปิดทางให้รัฐบาลสามารถออกกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

อังกฤษตั้งเป้าที่จะบรรลุ Net Zero ภายในปี 2593 และได้เร่งดำเนินนโยบายต่างๆ เช่น การห้ามขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในใหม่ตั้งแต่ปี 2578 การลงทุนในพลังงานลมนอกชายฝั่ง และการสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์

ปฏิกิริยาจากภาคส่วนต่างๆ

กลุ่มสิ่งแวดล้อมต่างชื่นชมการตัดสินใจของอังกฤษ โดยมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มร.ไมค์ ไชลด์ส จากองค์กร Friends of the Earth กล่าวว่า "นี่คือชัยชนะของประชาชนและสิ่งแวดล้อม การถอนตัวจาก ECT จะช่วยปกป้องรัฐบาลจากการถูกฟ้องร้องโดยบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล และทำให้เราสามารถดำเนินการเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างเต็มที่"

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจพลังงานบางส่วนแสดงความกังวลว่าการถอนตัวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภาคพลังงานของอังกฤษ โดยเฉพาะในโครงการพลังงานฟอสซิลที่มีอยู่ แต่รัฐบาลยืนยันว่าการถอนตัวจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของนักลงทุนที่มีอยู่ เนื่องจากข้อตกลงการลงทุนระหว่างประเทศอื่นๆ ยังคงมีผลบังคับใช้

บริบทของ ECT ในยุโรป

ECT เป็นสนธิสัญญาพหุภาคีที่สร้างกรอบความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศในยุโรปและเอเชียกลาง โดยมีสมาชิกกว่า 50 ประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศในยุโรปเริ่มตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของ ECT เนื่องจากถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ

ก่อนหน้านี้ อิตาลีได้ถอนตัวจาก ECT ไปแล้วในปี 2559 ขณะที่เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสเปน ต่างก็ประกาศเจตนารมณ์ที่จะถอนตัวหรือเจรจาแก้ไขสนธิสัญญา การถอนตัวของอังกฤษครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังให้ความสำคัญกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าการคุ้มครองการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิล

สหภาพยุโรปเองก็อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อปฏิรูป ECT ให้สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่การเจรจายังไม่คืบหน้ามากนัก ทำให้หลายประเทศสมาชิกเลือกที่จะถอนตัวออกมาเพื่อดำเนินนโยบายของตนเองอย่างอิสระ

การถอนตัวของอังกฤษจาก ECT จึงเป็นการตัดสินใจที่สำคัญในประวัติศาสตร์นโยบายพลังงานของประเทศ และส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่าอังกฤษให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง