พายุไต้ฝุ่นยางิ (Yagi) ซึ่งเป็นพายุไต้ฝุ่นระดับ 4 ได้พัดถล่มมณฑลไหหลำและกวางตุ้งของจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย และสูญหายอีก 95 คน ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัว (Xinhua) เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2567
พายุถล่มไหหลำและกวางตุ้ง
พายุไต้ฝุ่นยางิขึ้นฝั่งที่มณฑลไหหลำเมื่อวันศุกร์ที่ 6 กันยายน ด้วยความเร็วลมสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าสู่มณฑลกวางตุ้งในวันเสาร์ที่ 7 กันยายน พายุทำให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในหลายพื้นที่
ทางการจีนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 2 รายในมณฑลไหหลำ และอีก 1 รายในมณฑลกวางตุ้ง ขณะที่ผู้สูญหาย 95 คน ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่การติดต่อสื่อสารถูกตัดขาด หน่วยกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้สูญหาย โดยใช้เฮลิคอปเตอร์และเรือช่วยเหลือ
ความเสียหายเป็นวงกว้าง
พายุได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและน้ำประปา ในมณฑลไหหลำมีบ้านเรือนเสียหายมากกว่า 10,000 หลัง และพื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมกว่า 50,000 ไร่ ส่วนในมณฑลกวางตุ้ง ท่าเรือและสนามบินหลายแห่งต้องปิดให้บริการ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางและการขนส่งสินค้า
นายหลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีจีน ได้สั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นระดมทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการค้นหาผู้สูญหายและการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคโดยเร็วที่สุด
การอพยพและมาตรการป้องกัน
ก่อนพายุจะขึ้นฝั่ง ทางการจีนได้อพยพประชาชนกว่า 400,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยงในมณฑลไหหลำและกวางตุ้ง รวมถึงการปิดโรงเรียนและสถานที่สาธารณะหลายแห่ง การเตือนภัยล่วงหน้าช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตที่อาจเกิดขึ้นได้มาก ตามคำแถลงของสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
พายุไต้ฝุ่นยางิเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดที่พัดถล่มจีนในปีนี้ และเป็นหนึ่งในพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา นักอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าพายุจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขณะที่ยังคงมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ความเสียหายจากพายุครั้งนี้คาดว่าจะมีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะในภาคเกษตรและการท่องเที่ยวของไหหลำ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางพาราและผลไม้เมืองร้อนที่สำคัญ รวมถึงเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยม รัฐบาลจีนประกาศจะจัดสรรเงินงบประมาณพิเศษเพื่อการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน
ด้านการขนส่งทางทะเลได้รับผลกระทบอย่างหนัก ท่าเรือในมณฑลกวางตุ้งต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว ทำให้ห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคหยุดชะงัก โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในพื้นที่



