ศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่หญิงสาวรายหนึ่งถูกอดีตสามียื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท จากการที่เธอโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยศาลเห็นว่าข้อความดังกล่าวเป็นการเตือนภัยสังคม มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือทำให้เสียชื่อเสียงแต่อย่างใด
รายละเอียดคดี
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงสาว (ขอสงวนชื่อ) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของเธอเมื่อปี 2565 โดยมีเนื้อหากล่าวถึงพฤติกรรมของอดีตสามีที่เคยทำร้ายร่างกายและข่มขู่เธอระหว่างที่ยังอยู่กินกัน ข้อความดังกล่าวรวมถึงการเปิดเผยหมายเลขโทรศัพท์และรูปถ่ายของอดีตสามี พร้อมกับระบุว่าเป็นบุคคลอันตรายที่ผู้หญิงคนอื่นควรระวัง
ต่อมาอดีตสามีได้นำหลักฐานการโพสต์ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา และยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดพัทยาในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
คำให้การของจำเลย
หญิงสาวให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยให้การว่าเธอโพสต์ข้อความดังกล่าวด้วยความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยของตัวเอง เนื่องจากอดีตสามีเคยใช้ความรุนแรงและข่มขู่เธอหลายครั้ง รวมถึงเคยทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้เธอยังต้องการเตือนผู้หญิงคนอื่นให้ระมัดระวังบุคคลที่มีพฤติกรรมเช่นนี้
ทนายความของจำเลยกล่าวว่า “การโพสต์ข้อความของจำเลยเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการแจ้งเตือนภัยสังคม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ได้มีเจตนาให้ร้ายหรือทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง”
คำพิพากษาของศาล
ศาลจังหวัดพัทยาพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับการกระทำความรุนแรงของโจทก์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจำเลยเคยแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจ และมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันการบาดเจ็บ การโพสต์ดังกล่าวจึงเป็นการเปิดเผยข้อเท็จจริงเพื่อเตือนภัยสังคม มิใช่การหมิ่นประมาทหรือใส่ร้ายป้ายสี
ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง โดยให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่จำเลยบางส่วน อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากโจทก์มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน
ผลกระทบต่อจำเลย
แม้ศาลจะยกฟ้อง แต่หญิงสาวรายนี้ต้องใช้เวลากว่า 2 ปีในการต่อสู้คดี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและการเงินเป็นอย่างมาก เธอต้องเสียค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาศาลหลายครั้ง ส่งผลให้เธอต้องกู้หนี้ยืมสินและขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อนำมาใช้จ่ายในคดี
“ฉันรู้สึกโล่งใจมากที่ศาลให้ความเป็นธรรม แต่ก็เสียดายเวลาที่ต้องเสียไปกับการต่อสู้คดีนี้ ฉันอยากให้ผู้หญิงที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกล้าที่จะออกมาเตือนคนอื่น โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกฟ้องกลับ” หญิงสาวกล่าว
ข้อคิดทางกฎหมาย
คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในครอบครัว การโพสต์ข้อความเตือนภัยสังคมอาจไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท หากผู้โพสต์สามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่โพสต์เป็นความจริงและมีเจตนาที่สุจริต
ทนายความด้านสิทธิสตรีกล่าวว่า “คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานที่ดีสำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวที่ต้องการเปิดโปงผู้กระทำผิด โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกฟ้องกลับ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาทนายความก่อนโพสต์ข้อความใดๆ ที่อาจมีผลทางกฎหมาย”



