โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศเริ่มปฏิบัติการทางเรือครั้งสำคัญภายใต้ชื่อ Project Freedom หรือโครงการเสรีภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อคุ้มกันและนำเรือสินค้าจากนานาประเทศที่ติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซออกมาอย่างปลอดภัย การประกาศดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ผ่านทางแพลตฟอร์ม Truth Social ของทรัมป์เอง
รายละเอียดของปฏิบัติการ Project Freedom
ทรัมป์ระบุว่า ปฏิบัติการนี้จะเริ่มต้นในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม ตามเวลาท้องถิ่นในตะวันออกกลาง โดยสหรัฐฯ จะทำหน้าที่นำทางเรือสินค้าที่ถูกกักอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ให้สามารถออกจากพื้นที่อันตรายและดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ข้อความจากทรัมป์ระบุว่า "ประเทศต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเกือบทั้งหมดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่ ได้ขอให้สหรัฐอเมริกาช่วยปลดปล่อยเรือของพวกเขาที่ถูกกักอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ในเรื่องที่พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลย พวกเขาเป็นเพียงผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่เป็นกลางและเป็นผู้บริสุทธิ์"
ความเป็นมาและเหตุผล
ทรัมป์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เรือเหล่านี้เป็นของประเทศที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในภูมิภาค แต่กลับได้รับผลกระทบจากการสู้รบที่รุนแรง ทำให้ไม่สามารถเดินเรือได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่าน โดยระบุว่า "ตัวแทนของผมกำลังมีการหารือในเชิงบวกอย่างมากกับประเทศอิหร่าน และการหารือเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกอย่างมากสำหรับทุกคน"
ทรัมป์ยังเน้นย้ำถึงลักษณะทางมนุษยธรรมของปฏิบัติการ โดยกล่าวว่าเรือหลายลำเริ่มขาดแคลนอาหารและสิ่งจำเป็นสำหรับลูกเรือ การดำเนินการนี้จึงเป็นความพยายามเพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ความขัดแย้ง
ท่าทีของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้
ทรัมป์ประกาศอย่างชัดเจนว่า หากมีการขัดขวางปฏิบัติการทางมนุษยธรรมนี้ จะต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรง ข้อความของทรัมป์ระบุว่า "หากมีการขัดขวางกระบวนการทางมนุษยธรรมนี้ไม่ว่าในทางใดก็ตาม การขัดขวางนั้นจะต้องถูกจัดการอย่างรุนแรงอย่างน่าเสียดาย"
ปฏิบัติการ Project Freedom เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน โดยช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและสินค้าระหว่างประเทศ การดำเนินการของสหรัฐฯ ในครั้งนี้จึงได้รับการจับตามองจากนานาชาติ
ทั้งนี้ ทรัมป์ได้ลงท้ายข้อความด้วยการขอบคุณผู้ที่ให้ความสนใจ และย้ำถึงเจตนารมณ์ของสหรัฐฯ ในการแสดงออกถึงความปรารถนาดีต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง



