องค์กรติดตามความขัดแย้งระดับโลก ACLED (Armed Conflict Location & Event Data Project) เปิดเผยรายงานล่าสุดว่า นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ซูจี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งพุ่งสูงถึง 100,114 ราย ซึ่งรวบรวมจากรายงานในสื่อ แม้ไม่มีการประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการและนักวิเคราะห์ประเมินว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้ แต่ถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่าสงครามกลางเมืองเมียนมากำลังเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงและนองเลือดที่สุดในเอเชียที่ยังคงดำเนินอยู่
การปราบปรามและการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ
จากการที่กองทัพเข้าปราบปรามประชาชนที่ออกมาประท้วงต่อต้านการรัฐประหารอย่างโหดเหี้ยม ทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวและเยาวชนจำนวนมากตัดสินใจเข้าป่าเพื่อจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธฝักใฝ่ประชาธิปไตย (PDF) และจับมือเป็นพันธมิตรร่วมรบกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อต้านส่วนกลางมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ปัจจุบันมีกลุ่มติดอาวุธที่แตกต่างกันมากกว่า 1,200 กลุ่มในสงครามครั้งนี้ ทำให้กลายเป็นความขัดแย้งที่แตกแยกและแยกย่อยที่สุดในโลก ตามการวิเคราะห์ของ ACLED
ผลกระทบต่อพลเรือนและสถานการณ์ล่าสุด
ซัน มน ทัน นักวิเคราะห์อาวุโสของ ACLED กล่าวว่า ความขัดแย้งนี้ได้แผ่ขยายไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศและเป็นอันตรายต่อพลเรือนอย่างยิ่ง เมื่อปีที่ผ่านมา เมียนมาติดอันดับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากดินแดนปาเลสไตน์เท่านั้น ตลอด 5 ปีหลังรัฐประหาร เมียนมาถูกปกครองภายใต้คำสั่งเผด็จการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งล่าสุดเขาได้เกษียณอายุจากกองทัพเพื่อมารับตำแหน่งประธานาธิบดีพลเรือนหลังการเลือกตั้งที่มีข้อจำกัดอย่างหนัก โดยพรรคของนางซูจีถูกกีดกันออกไป องค์กรจับตาประชาธิปไตยต่างตราหน้าว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงละครตบตาเพื่อฟอกขาวอำนาจของเขา ขณะที่กลุ่มกบฏปฏิเสธข้อเสนอเจรจาสันติภาพ โดยชี้ว่าเป็นเพียงอุบายสร้างภาพลักษณ์ในเวทีสากล
การเกณฑ์ทหารและการสูญเสีย
แม้ในช่วงปลายปี 2566 กองกำลังพันธมิตรฝ่ายต่อต้านจะสามารถบุกยึดพื้นที่สำคัญและรุกคืบเข้าใกล้เมืองมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสอง จนมีกระแสว่าอาจยึดเมืองหลวงเก่าได้สำเร็จ แต่ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์ชี้ว่าสถานการณ์เริ่มกลับมาเข้าทางฝั่งกองทัพเมียนมาอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลจีนหันมาให้การสนับสนุนกองทัพและช่วยเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงระหว่างกองทัพกับกองกำลังชาติพันธุ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด 2 กลุ่ม เพื่อทดแทนกำลังพลที่ร่อยหรอ กองทัพเมียนมาได้ประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้พลเรือนกว่า 50,000 คน ถูกบังคับเข้าสู่กองทัพ ด้านอดีตทหารเกณฑ์วัย 20 ปี รายหนึ่งซึ่งตัดสินใจหนีทัพหลังจากถูกส่งไปแนวหน้า เปิดเผยว่า "ทหารเกณฑ์เหล่านี้ทำอะไรไม่ได้เลย มันเหมือนกับพวกเขาถูกส่งไปตาย ถ้าคุณไม่ตายในสมรภูมิหนึ่ง พวกเขาก็จะส่งคุณไปตายในอีกสมรภูมิหนึ่งอยู่ดี"
ผลกระทบในวงกว้างและอาชญากรรมข้ามชาติ
สงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบไปยังต่างประเทศ ทำให้ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและบังคลาเทศเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย และยังเป็นแหล่งเพาะบ่มอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มติดอาวุธทุกฝ่ายต่างหาเงินมาจุนเจือคลังอาวุธผ่านการค้ายาเสพติดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งเฮโรอีนและยาบ้า ขณะเดียวกัน พื้นที่ชายแดนของเมียนมาได้กลายเป็นศูนย์กลางของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่ดำเนินงานภายในป้อมปราการแน่นหนาและมีกลุ่มติดอาวุธคอยคุ้มกันอย่างใกล้ชิด
วิกฤตมนุษยธรรมและความมั่นคงทางอาหาร
ในส่วนของประชาชนที่ยังอยู่ในประเทศ สหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบันมีชาวเมียนมาพลัดถิ่นภายในประเทศสูงเกิน 3.7 ล้านคน และประชากรมากกว่า 1 ใน 5 กำลังเผชิญกับภาวะความมั่นคงทางอาหารในขั้นวิกฤต จากการที่ประเทศดิ่งลงสู่ความยากจนอย่างรวดเร็ว



