ศาลยุโรปยืนปรับกูเกิล 4.1 พันล้านยูโร คดีผูกขาดแอนดรอยด์
ศาลยุโรปยืนปรับกูเกิล 4.1 พันล้านยูโร คดีผูกขาดแอนดรอยด์

ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (ECJ) ซึ่งเป็นศาลสูงสุดของยุโรป ได้มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องอุทธรณ์ของบริษัท กูเกิล และบริษัทแม่ อัลฟาเบต โดยยืนตามคำตัดสินเดิมที่ให้ปรับเงินกูเกิลเป็นจำนวนสูงถึง 4.1 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.55 แสนล้านบาท) จากพฤติกรรมผูกขาดและต่อต้านการแข่งขันทางการค้าผ่านระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังคงเป็นค่าปรับด้านการผูกขาดที่สูงที่สุดเท่าที่คณะกรรมาธิการยุโรปเคยสั่งปรับมา

ที่มาของคดีผูกขาดแอนดรอยด์

คดีความดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2018 เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการผูกขาดของกลุ่มประเทศสมาชิก 27 ชาติ ได้สั่งปรับกูเกิลเป็นเงิน 4.34 พันล้านยูโร โดยกล่าวหาว่ากูเกิลใช้อำนาจมิชอบจากความนิยมของระบบแอนดรอยด์บีบบังคับให้ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือต้องติดตั้งเครื่องมือค้นหา Google Search, เบราว์เซอร์ Google Chrome และร้านค้าแอปพลิเคชัน Google Play ลงในอุปกรณ์ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการปิดกั้นโอกาสของคู่แข่งรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม

ต่อมาในปี 2022 ศาลชั้นต้นของยุโรปได้พิจารณายืนตามข้อกล่าวหา แต่อยู่ในเกณฑ์ที่ปรับลดค่าปรับลงเล็กน้อยเหลือ 4.1 พันล้านยูโร ก่อนที่กูเกิลจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุดในเวลาต่อมา ทว่าศาลสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้ตัดสินผิดพลาดในข้อกฎหมายเกี่ยวกับผลกระทบของการต่อต้านการแข่งขัน จึงสั่งยกคำร้องและสั่งให้กูเกิลเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของคณะกรรมาธิการยุโรปทั้งหมด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปฏิกิริยาจากกูเกิลและกลุ่มผู้บริโภค

หลังมีคำพิพากษา โฆษกของกูเกิลได้ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวัง โดยระบุว่าคำตัดสินของศาลไม่ได้คำนึงถึงความจริงที่ว่า บริษัทได้ลงทุนมหาศาลเพื่อให้ระบบแอนดรอยด์ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิด ทำงานร่วมกันได้กับทุกฝ่าย และเปิดให้ใช้งานได้ฟรี โฆษกกูเกิล กล่าวว่า "ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราได้ปรับเปลี่ยนข้อตกลงและสัญญากับคู่ค้าเพื่อให้สอดคล้องกับคำตัดสินเบื้องต้นมาตั้งแต่ปี 2018 แล้ว และเราจะยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมและความเป็นระบบเปิดเพื่อผู้ใช้งาน พันธมิตร และเหล่านักพัฒนาต่อไป"

ก่อนหน้านี้ในชั้นศาล กูเกิลพยายามต่อสู้ว่า สหภาพยุโรปเลือกปฏิบัติและมองข้ามแนวปฏิบัติของคู่แข่งอย่าง แอปเปิล ที่มักจะให้สิทธิพิเศษกับบริการของตัวเอง เช่น เบราว์เซอร์ Safari บนไอโฟน นอกจากนี้ยังอ้างว่าผู้บริโภคไม่ได้ถูกบังคับให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของกูเกิล เพราะการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของคู่แข่งรายอื่นสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่การกดคลิกเดียวเท่านั้น

อากุสติน เรย์นา ผู้อำนวยการใหญ่ของ BEUC ซึ่งเป็นกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคแห่งยุโรป ออกมาแสดงความยินดีกับคำตัดสินนี้ โดยระบุว่าเป็น "ชัยชนะครั้งใหญ่สำหรับยุโรป" แต่ยังเรียกร้องให้มีการดำเนินการที่รวดเร็วกว่านี้ในการควบคุมอิทธิพลของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ "เป็นเวลาหลายปีที่ผู้ใช้แอนดรอยด์ถูกชี้นำให้ไปใช้ Google Search และ Chrome จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้บริษัทขนาดเล็กหรือคู่แข่งรายอื่นได้เติบโตและท้าทาย แม้ว่าคู่แข่งเหล่านั้นจะนำเสนอนวัตกรรมที่ดีกว่า หรือมีระบบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่ปลอดภัยกว่าก็ตาม"

ผลกระทบและมาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติม

ความพ่ายแพ้ในคดีนี้เป็นเพียงหนึ่งในสมรภูมิกฎหมายหลายระลอกระหว่างกูเกิลและสหภาพยุโรป โดยในช่วงระหว่างปี 2017 ถึง 2019 กูเกิลถูกอียูปรับเงินรวมในคดีผูกขาดต่างๆ ไปแล้วกว่า 8.2 พันล้านยูโร และเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็เพิ่งถูกสั่งปรับอีก 2.95 พันล้านยูโร ในคดีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้แก่บริการโฆษณาของตัวเอง

คำตัดสินที่ออกมาอย่างต่อเนื่องนี้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยทรัมป์ได้ออกมากล่าวหาอย่างดุเดือดว่า สหภาพยุโรปกำลังมุ่งเป้าโจมตีบริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งขู่ซ้ำหลายครั้งว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้าส่งออกของยุโรป

ในปัจจุบัน สหภาพยุโรปได้เสริมอาวุธทางกฎหมายที่ทรงพลังขึ้นภายใต้ กฎหมายตลาดดิจิทัล (Digital Markets Act หรือ DMA) ซึ่งจะกำหนดแนวทางปฏิบัติที่บริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ "ทำได้และทำไม่ได้" บนโลกออนไลน์อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องรอให้เกิดการสอบสวนที่กินเวลานานหลายปี ซึ่งปัจจุบันกูเกิลก็กำลังอยู่ภายใต้กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการของกฎหมาย DMA ฉบับใหม่นี้อีกหลายคดีเช่นกัน