กาตาร์ประณามอิหร่านหลังโจมตีศูนย์พลังงาน ราส ลัฟฟาน ชี้ยกระดับอันตราย-คุกคามเสถียรภาพโลก
กาตาร์ประณามอิหร่านโจมตีศูนย์พลังงาน ราส ลัฟฟาน

กาตาร์ประณามอิหร่านหลังโจมตีศูนย์พลังงาน ราส ลัฟฟาน ชี้เป็นการยกระดับอันตรายท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ Qatar Tribune ได้เปิดเผยแถลงการณ์ของ เชคโมฮัมเหม็ด บิน อับดุลราห์มาน บิน จัสซิม อัล ธานี นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศของกาตาร์ โดยประณามการโจมตีของอิหร่านต่อกาตาร์ โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปยังศูนย์พลังงาน ราส ลัฟฟาน ว่าเป็นการยกระดับที่อันตรายและเป็นการละเมิดอธิปไตยที่ไม่อาจยอมรับได้ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา

การแถลงข่าวร่วมกับตุรกีและข้อกังวลต่อเสถียรภาพพลังงานโลก

การแถลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี ฮาคาน ฟิดาน ณ กรุงโดฮา โดยผู้นำกาตาร์ระบุว่า แม้ก่อนหน้านี้กาตาร์จะประณามการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านโดยอิสราเอล แต่การตอบโต้ของอิหร่านกลับพุ่งเป้ามายังกาตาร์โดยตรง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เขาชี้ว่า การโจมตีครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายที่ก้าวร้าวและไร้ความรับผิดชอบของอิหร่าน โดยเป้าหมายคือโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ และยังเป็นแหล่งเงินสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของกาตาร์ทั่วโลก แม้ระบบป้องกันจะสามารถสกัดการโจมตีได้ส่วนใหญ่ แต่ก็ยังเกิดความเสียหายบางส่วน ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมิน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นายกรัฐมนตรีกาตาร์ยืนยันว่า ไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากมีมาตรการป้องกันตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง พร้อมเน้นย้ำว่าความเสียหายด้านทรัพย์สินสามารถฟื้นฟูได้ แต่ชีวิตมนุษย์ไม่สามารถทดแทนได้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เตือนผลกระทบต่อพลังงานโลกและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ผู้นำกาตาร์เตือนว่า การโจมตีลักษณะนี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบพลังงานโลก และไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อฝ่ายใด แต่กลับสร้างความเสียหายต่อประชาชนโดยตรง และปฏิเสธข้ออ้างของอิหร่านที่ระบุว่าเป้าหมายเป็นฐานหรือผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา โดยย้ำว่าเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่อาจยอมรับได้

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลที่ตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเริ่มมีการคุกคามเสรีภาพในการเดินเรือ และเตือนว่าหากสถานการณ์ยังยกระดับ อาจส่งผลให้ภูมิภาคเผชิญความไม่มั่นคงมากขึ้น

ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ กาตาร์และตุรกีเห็นพ้องกันว่าจำเป็นต้องมีการดำเนินการร่วมกันของประเทศในภูมิภาค เพื่อประณามการโจมตีและผลักดันให้อิหร่านปฏิบัติตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พร้อมเรียกร้องให้ยุติการขยายความขัดแย้ง

เน้นการทูตเป็นทางออกและสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย

ขณะเดียวกัน กาตาร์ยืนยันว่าการทูตยังคงเป็นทางออกสำคัญที่สุด และพร้อมเดินหน้าความพยายามร่วมกับพันธมิตร เช่น ตุรกี เพื่อยุติสงคราม แม้ก่อนหน้านี้ความพยายามดังกล่าวจะถูกตอบโต้ด้วยการโจมตีตั้งแต่ช่วงแรกของวิกฤตก็ตาม

ผู้นำกาตาร์ยังเน้นว่า ประเทศมีความสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์กับประชาชนอิหร่าน และไม่ต้องการให้เกิดความเป็นศัตรูระหว่างประชาชน แต่เตือนว่าการตัดสินใจที่ไม่รับผิดชอบอาจทำให้ภูมิภาคเข้าสู่วิกฤตที่ยากจะควบคุม

ท้ายที่สุด กาตาร์ประกาศสงวนสิทธิในการตอบโต้ผ่านช่องทางทางกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่าการกระทำทุกอย่างมี "ต้นทุน" ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ตุรกียืนเคียงข้างกาตาร์และวิเคราะห์ต้นเหตุความขัดแย้ง

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี ฮาคาน ฟิดาน ระบุว่า กาตาร์ซึ่งพยายามเป็นตัวกลางแก้ไขวิกฤต กลับถูกโจมตีอย่างไม่คาดคิด พร้อมประณามการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและพลเรือนว่าไม่อาจยอมรับได้ และยืนยันว่าตุรกีจะยืนเคียงข้างกาตาร์อย่างต่อเนื่อง

เขายังชี้ว่า ความขัดแย้งครั้งนี้คุกคามเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค พร้อมระบุว่าต้นเหตุสำคัญมาจากการดำเนินการของอิสราเอล ที่ทำให้สถานการณ์บานปลาย ขณะเดียวกันก็ย้ำว่าอิหร่านเองก็มีส่วนในการสร้างความไม่มั่นคง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการยกระดับความรุนแรง