ร็อบ เจทเทน นายกฯ เนเธอร์แลนด์วัย 38 ปี จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยท่ามกลางความท้าทาย
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 ก.พ.) ร็อบ เจทเทน วัย 38 ปี ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นผู้นำที่มีอายุน้อยที่สุดเท่าที่ประเทศเคยมีมา เขาเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน หลังฝ่ายค้านและกลุ่มชาตินิยมประกาศกร้าวเตรียมขัดขวางนโยบายตัดงบสวัสดิการเพื่อสมทบงบกลาโหม
เส้นทางสู่ตำแหน่งผู้นำและความหวังในการประนีประนอม
เจทเทน ผู้นำพรรค D66 ซึ่งมีแนวคิดก้าวหน้าและสนับสนุนสหภาพยุโรป สามารถนำพรรคคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ด้วยแคมเปญที่เน้นความหวังและการประนีประนอม เพื่อยุติยุคสมัยแห่งความแตกแยกภายใต้การนำของนักการเมืองสายชาตินิยมอย่างนายเกียร์ต วิลเดอร์ส รัฐบาลชุดใหม่นี้เป็นการรวมตัวกันของ 3 พรรค ได้แก่ พรรค D66, พรรคคริสเตียนเดโมแครต ซึ่งเป็นพรรคสายอนุรักษนิยม และพรรค VVD ฝ่ายขวา ซึ่งถือเป็นการทดลองทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้ยากในเนเธอร์แลนด์
รัฐบาลเสียงข้างน้อยและความท้าทายทางการเมือง
รัฐบาลนี้เป็น "รัฐบาลเสียงข้างน้อย" ที่มีที่นั่งในสภาล่างเพียง 66 จาก 150 ที่นั่ง ส่งผลให้นายเจทเทนต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านในการผลักดันทุกกฎหมายและนโยบาย บททดสอบแรกของนายเจทเทนคือ แผนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้แตะระดับ 3.5% ของจีดีพี ภายในปี 2035 จากปัจจุบันที่ประมาณ 2% เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายใหม่ขององค์การนาโต โดยจะจัดเก็บ "ภาษีเสรีภาพ" (Freedom Tax) เพิ่มเติมจากภาษีเงินได้ โดยหวังที่จะสร้างรายได้เพิ่มอีก 5 พันล้านยูโรต่อปี เพื่อนำไปใช้จ่ายในด้านกลาโหม
เสียงคัดค้านและความกังวลจากฝ่ายค้าน
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากรัฐบาลเตรียมหาเงินทุนมาอุดส่วนนี้ด้วยการตัดงบประมาณด้านสวัสดิการและสาธารณสุข การจำกัดเงินชดเชยการว่างงาน การเพิ่มเงินสมทบค่ารักษาพยาบาลที่ประชาชนต้องจ่ายเอง และการเร่งการขยายเกณฑ์อายุเกษียณให้เร็วขึ้นตามอายุขัยเฉลี่ยที่สูงขึ้น นายเจสซี คลาเวอร์ ผู้นำฝ่ายค้านปีกซ้าย ระบุว่าแผนนี้ไม่ยุติธรรมเพราะคนธรรมดาต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหลายร้อยยูโร ในขณะที่คนรวยที่สุดกลับไม่ต้องเสียสละอะไรเลย ขณะที่นายวิลเดอร์ส จากพรรคสายขวาจัดยืนยันว่าจะคัดค้านทุกความคิดริเริ่มของรัฐบาลนายเจทเทน
การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและความพยายามสร้างความร่วมมือ
ในส่วนของคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีเจทเทนได้มอบหมายให้ ดีลัน เยซิลกอซ ผู้นำพรรค VVD รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อดูแลการเพิ่มงบประมาณกองทัพ ส่วนนายทอม เบเรนดืเซน อดีตสมาชิกสภายุโรป รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายเอลโก ไฮเน็น ยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อไป แม้จะมีเสียงคัดค้าน แต่นายเจทเทนพยายามลดกระแสความกังวลเรื่องการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมองว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างความร่วมมือในรัฐสภาให้ดีขึ้นกว่ายุคก่อนที่มีแต่การขัดแย้งทางการเมืองจนนโยบายไม่คืบหน้า เขายอมรับว่าแผนงบประมาณอาจยังกระจายภาระได้ไม่ทั่วถึงนัก และพร้อมจะปรับปรุงรายละเอียดในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าก่อนจะจัดทำงบประมาณฉบับสุดท้าย



