ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องยุบพรรคก้าวไกล
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
โดยศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้วเห็นว่า คำร้องของ กกต. มีมูล จึงมีคำสั่งให้รับคำร้องไว้พิจารณา และให้พรรคก้าวไกลยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง
ข้อกล่าวหาจาก กกต.
ก่อนหน้านี้ กกต. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคก้าวไกล โดยระบุว่าการที่พรรคก้าวไกลเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมีนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขมาตรานี้ เข้าข่ายเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
พรรคก้าวไกลได้ชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า การเสนอแก้ไขมาตรา 112 เป็นการเสนอเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักนิติธรรม ไม่ได้มีเจตนาล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด
ปฏิกิริยาจากพรรคก้าวไกล
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องว่า พรรคพร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาล และยืนยันว่าพรรคไม่ได้กระทำการใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อว่าศาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม
นอกจากนี้ พรรคก้าวไกลยังได้เตรียมทีมกฎหมายเพื่อดำเนินการทางคดีอย่างเต็มที่ โดยจะรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเพื่อยื่นต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด
ผลกระทบทางการเมือง
การรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้สร้างความตื่นตัวในแวดวงการเมือง เนื่องจากพรรคก้าวไกลเป็นพรรคที่มีจำนวน ส.ส. มากเป็นอันดับสองในสภาผู้แทนราษฎร หากศาลมีคำสั่งยุบพรรค จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดย ส.ส. ของพรรคก้าวไกลจะต้องย้ายไปสังกัดพรรคอื่นภายใน 60 วัน มิฉะนั้นจะหมดสภาพ ส.ส.
ขณะเดียวกัน นักวิชาการหลายคนมองว่าคดีนี้เป็นบททดสอบสำคัญของระบบยุติธรรมไทย ว่าจะสามารถดำเนินการอย่างเป็นกลางและเป็นธรรมได้หรือไม่ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่



