เปิดตัว 'ไดโนเสาร์' สายพันธุ์ใหม่ในไทย ยาว 4 เมตร หนัก 300 กก.
เปิดตัว 'ไดโนเสาร์' สายพันธุ์ใหม่ในไทย ยาว 4 เมตร หนัก 300 กก.

ทีมนักวิจัยไทยจากกรมทรัพยากรธรณีและมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกาศค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ของโลก ที่จังหวัดชัยภูมิ โดยตั้งชื่อว่า 'มินิโมเคอราตอปส์ สุรินทร์' (Minimoceratops surin) ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็ก มีความยาวประมาณ 4 เมตร และหนักราว 300 กิโลกรัม มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้นเมื่อประมาณ 145 ล้านปีก่อน

รายละเอียดการค้นพบ

ซากฟอสซิลถูกขุดพบในชั้นหินยุคครีเทเชียสที่บ้านโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ประกอบด้วยกะโหลกศีรษะบางส่วน กระดูกขา และกระดูกสันหลัง ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นไดโนเสาร์ในกลุ่มเซราทอปเซียน (Ceratopsian) หรือไดโนเสาร์มีเขา แต่มีขนาดเล็กกว่าญาติในอเมริกาเหนือมาก ลักษณะเด่นคือไม่มีเขาขนาดใหญ่ แต่มีจะงอยปากคล้ายนกแก้วและมีกระดูกคอที่แข็งแรง

ความสำคัญทางวิชาการ

ดร. สมศักดิ์ ประสิทธิ์วรเวช หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า การค้นพบนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างของวิวัฒนาการไดโนเสาร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแสดงให้เห็นว่าไดโนเสาร์กลุ่มนี้มีการกระจายตัวกว้างขวางมากกว่าที่เคยคิดไว้ นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานว่าพื้นที่ภาคอีสานของไทยเคยเป็นส่วนหนึ่งของทวีปโบราณที่เชื่อมต่อกับจีนและลาว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ฟอสซิลถูกเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
  • ชื่อ 'มินิโมเคอราตอปส์' มาจากภาษาละติน แปลว่า 'หน้าขนาดเล็ก'
  • เป็นไดโนเสาร์เซราทอปเซียนชนิดแรกที่พบในประเทศไทย

ผลกระทบต่อวงการบรรพชีวินวิทยา

การค้นพบครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Cretaceous Research ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ นักวิจัยจากต่างประเทศหลายแห่งแสดงความสนใจที่จะร่วมมือศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะการวิเคราะห์ดีเอ็นเอและโครงสร้างกระดูกเพื่อเปรียบเทียบกับสายพันธุ์อื่นในภูมิภาคเดียวกัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับทีมวิจัย และกล่าวว่าการค้นพบนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์ในพื้นที่ชัยภูมิและจังหวัดใกล้เคียง โดยรัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาแหล่งขุดค้นให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับประชาชน

อนาคตของการวิจัย

ทีมวิจัยมีแผนจะสำรวจพื้นที่โดยรอบเพิ่มเติมเพื่อหาซากฟอสซิลเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นโครงกระดูกที่สมบูรณ์กว่าเดิม รวมถึงศึกษาชั้นหินเพื่อทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมในอดีต คาดว่าจะใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2-3 ปีในการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด