แม้จะเริ่มมีการปรับเปลี่ยนเรื่อง “เอกสิทธิพิเศษ” เช่น การยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.-สว. และการลดตำแหน่งผู้ช่วย สส.จาก 8 คนเหลือ 3 คน เพื่อหวังลดภาระงบประมาณของประเทศและให้สังคมรับทราบถึง “สวัสดิการและสิทธิประโยชน์” ที่ตัวแทนประชาชนได้รับ แต่ล่าสุด “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.บัญชีรายชื่อเพียงคนเดียวของ “พรรคไทยภักดี” ได้โยนหินถามอีกครั้งกับประเด็น “กองทุนบำนาญอดีต สส.-สว.” ระหว่างการประชุมสภาเพื่อพิจารณาแต่งตั้งกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 แต่กลับ “ไร้สัญญาณตอบรับ” จากนักการเมืองทั้งสภาสูงและสภาล่างอย่างสิ้นเชิง
นพ.วรงค์ ตั้งคำถามสิทธิพิเศษที่มากเกินไป
ประเด็นหลักที่นพ.วรงค์ตั้งคำถามชวนให้ต้องติดตามต่อ คือ ปัจจุบัน สส.และ สว. จ่ายเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาทต่อเดือน โดยสามารถรับสิทธิประโยชน์ 5 ประการ ได้แก่ 1. เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือเงินบำนาญ จ่ายรายเดือนตลอดชีวิต 2. ค่ารักษาพยาบาลเบิกได้ปีละ 1.3 แสนบาท กรณีไม่เจ็บป่วยสามารถใช้สิทธิตรวจสุขภาพประจำปีได้ในวงเงินดังกล่าว 3. สิทธิช่วยเหลือการศึกษาบุตร 4. กรณีทุพพลภาพ 1.5 หมื่นบาท และ 5. กรณีถึงแก่กรรม ครอบครัวและทายาทได้รับ 2 แสนบาท ทั้งหมดนี้ถือเป็น “สิทธิพิเศษ” ของ สส.-สว. ที่มากเกินไปหรือไม่ ยังไม่มีคำตอบชัดเจนจาก สส. 8 คน ในฐานะตัวแทนจากฝ่ายค้านและรัฐบาลที่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการกองทุนดังกล่าว
เคยมีการหารือในประเด็นที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่อง “ค่าตอบแทน” ที่เหมาะสม ยกเว้น “สนอง เทพอักษรณรงค์” สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมการฯ ที่ระบุว่า จะรับข้อเสนอของนพ.วรงค์ เพื่อบัญญัติหลักเกณฑ์ต่อไป โดยกล่าวว่า “คนเป็นสส.ไม่ได้รวยทุกคน เคยเห็นอดีตสส.หลายคนตายแล้วไม่มีโลงใส่ ดังนั้นเมื่อมีสวัสดิการก็เพื่อดูแลให้เหมาะสมกับฐานานุรูป ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เงินส่วนหนึ่งก็มาจากการหักเงินเดือนตอนดำรงตำแหน่ง เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล หากคิดว่ามีฐานะดี ไม่เดือดร้อน ก็แจ้งความจำนงขอสละสิทธิรับเบี้ยยังชีพได้ และจะได้รับการประกาศเกียรติคุณ”
กองทุนบำนาญอดีต สส.-สว. ปิดปากฝ่ายค้าน-รัฐบาลเงียบกริบ
นพ.วรงค์ กล่าวถึงปฏิกิริยาของ สส.-สว. หลังจากอภิปรายเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ว่า คงต้องตอบตรง ๆ ว่า ตอนนี้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลเงียบหมด ไม่มีใครสู้เรื่องนี้ เหมือนอะไรที่เป็นประโยชน์ของนักการเมือง สส.-สว. ทุกคนนิ่งหมด ทุกฝ่ายเอาหมด แตกต่างจากทุกครั้งที่การต่อสู้หรือการอภิปรายจะเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่เมื่อเป็นเรื่องผลประโยชน์ของทุกคน กลับไม่มีใครแสดงความเห็นอะไรเลย เชื่อว่าอย่างไรก็ต้องมีการปรับปรุง เพราะงานนี้เป็นการเอาเงินประชาชนมาผลาญ ผมเห็นแล้วรับไม่ได้ มันมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่ผมก็ได้รับนะ
นพ.วรงค์ ยอมรับว่า สส.และ สว. ไม่ได้รวยทุกคน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สส.และรัฐมนตรีบางคนมีเครื่องบินส่วนตัวขับ ขอถามกลับว่า แล้วยังต้องให้ประชาชนมาเลี้ยงดูเหรอ ต่อให้วันนี้ลาออกจาก สส.ไปเป็นรัฐมนตรี เขาก็ยังได้บำนาญ สส. แม้จะสิ้นสมาชิกภาพ สส.แล้วก็ตาม หัวหน้าพรรคไทยภักดีกล่าวว่า ช่วงเป็น สส.สอบตก ออกมาอยู่ข้างนอก ได้ลงพื้นที่รับฟังเสียงชาวบ้าน เขาก็ด่า สส.เยอะ เมื่อได้เข้าสภาในรอบนี้ จึงอยากรื้อระบบสวัสดิการที่เอื้อประโยชน์ที่มากเกินไปให้มีความเหมาะสมกับสิ่งที่ควรจะได้รับ
“หากมีการปรับเรื่องบำนาญ สส.-สว. ผมเชื่อว่าองค์กรอื่นก็จะมีการปรับโดยธรรมชาติ เหมือนโดมิโน (Domino Effect)… เสียงผม เสียงเดียวอาจจะไม่ดังพอก็จริง แต่มันคงสร้างแรงสั่นสะเทือนได้ หวังว่าจะเปลี่ยนเขาได้ แต่ดูท่าทีของแต่ละคนที่ออกมาแล้วไม่ง่าย ประธานกรรมการฯ เองก็พยายามเบรก ไม่อยากให้ผมพูดผ่านสภา จะโยนให้พูดในกรรมาธิการ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะสิทธิในการอภิปรายเรามี ไม่เป็นไร หากมีจังหวะผมก็จะกระทุ้งเป็นระยะ ๆ” นพ.วรงค์ กล่าว
สิทธิพิเศษที่ควรยกเลิก: ค่าเล่าเรียนโรงเรียนนานาชาติและบำนาญ
แม้ยกเลิกไม่ได้ทั้งหมด แต่การปรับเปลี่ยนที่อยากเห็น คือ สิทธิพิเศษเรื่องการเบิกค่าเล่าเรียนบุตรตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงปริญญาตรี หรืออายุไม่เกิน 25 ปี ซึ่งตามระเบียบปกติเบิกได้ทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชนอยู่แล้ว จำนวน 2 คน ยกเว้นบุตรบุญธรรม และยังให้สิทธิเบิกค่าเล่าเรียนจากโรงเรียนนานาชาติได้ด้วย ซึ่งระเบียบดังกล่าวอยู่ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปี 2567 และไม่เคยมีการแก้ไข อยากให้ยกเลิกสิทธิการเบิกค่าเล่าเรียนโรงเรียนนานาชาติ และบำนาญ ถ้าจะเอาจริง ๆ ควรใช้สิทธิเหมือนประกันสังคม หรือ กบข. อันนี้พอยอมรับได้ แต่นี้คุณใช้สิทธิแบบอภิสิทธิ ส่งแค่เดือนละ 3,500 บาท แค่เอาสิทธิการตรวจร่างกายปีละ 1.3 แสนบาทก็คุ้มแล้ว บางคนเป็น สส. แค่ 1 หรือ 2 สมัย ได้รับบำนาญเลี้ยงดูตลอดชีพเดือนละ 21,300 บาท ตลอดชีพ ต้องเลี้ยงดูต่ออีก 50 ปี ก็ไม่ไหว
“หรือกรณีถ้าเป็น สส. ต่ำกว่า 1 ปี ได้ 4 เท่า เช่น ถ้าเป็น สส. 10 เดือน แล้วยุบสภาก็ได้ 40 เดือน ผมเข้าใจว่าสิทธิอื่น ๆ เช่น สิทธิค่าเล่าเรียนบุตร รักษาพยาบาล ยังเป็นปกติ เพราะไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลา สิทธิรักษาพยาบาล จะเข้ารพ.รัฐหรือเอกชนก็ได้ แม้แต่การตรวจสุขภาพประจำปีวงเงิน 1.3 แสนบาท/ปี ขนาดเราทำประกัน ยังไม่ได้สิทธิเท่านี้เลย ...ในช่วงหาเสียงทุกคนอาสามาช่วยดูแลประชาชน แต่สุดท้ายคุณแฝงให้ประชาชนมาดูแลพวกคุณ มันไม่ถูกต้อง”
ประวัติ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
สำหรับ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 และระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาฯ 2556 เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และมีการแก้ไขปรับปรุงหลายรอบ โดยปี 2556 ระบุว่าเป็น สส.-สว. เพียง 1 เดือนก็ได้สิทธิตลอดชีวิต ต่อมาในปี 2558 รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการแก้ระเบียบฯ ให้สิทธิ สส.-สว. แค่ 2 เท่าของระยะเวลา และลดจำนวนเงินที่เป็น สส. และปี 2567 รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ได้มีการแก้ระเบียบฯ ให้สิทธิพิเศษกลับมาเป็นเหมือนเดิม คือ เป็น สส.-สว. 1 ปี ก็ได้บำนาญ สส. แต่หากเป็น สส.-สว. ไม่ถึงปี ก็จะได้รับสิทธิ 4 เท่าของระยะเวลา นอกจากนี้ยังมีการปรับเงินค่ารักษาพยาบาลจากเดิม แบ่งประเภทเป็นผู้ป่วยนอกเบิกได้ 3 หมื่นบาท ส่วนผู้ป่วยในเบิกได้ 5 หมื่นบาท ในภายหลังเปลี่ยนเป็น 1.3 แสนบาท และเงินเสียชีวิตจากเดิมได้รับ 1 แสนบาท เปลี่ยนมาเป็น 2 แสนบาท
“เรื่องสิทธิค่าเล่าเรียนโรงเรียนนานาชาติ ผมอ่านเจอเอง พ.ร.บ.กองทุนอดีตสมาชิกกองทุนสภา 2556 ระเบียบคณะกรรมการกองทุนระเบียบรัฐสภาปี 2556 ...เฉลี่ยเราใช้งบประมาณตรงนี้ปีละ 400-500 ล้านบาท/ปี และนับจากนี้งบจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการเลือกตั้งใหม่ทุกครั้ง สส.เก่าจะหายไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และมี สส.มาแทนที่ ทุกคนก็จะได้รับสิทธินี้ ส่วน สว. เมื่อหมดอายุไป ชุดใหม่เข้ามาก็ได้อีก สส.ในภาพรวม ต้องเลี้ยงดูจนถึงอายุ 80 ปี”
“สิทธิพวกนี้หากเป็น สส. หรือ สว. เมื่อไหร่ ได้ทันที ยกเว้นเงินบำนาญจะกำหนดไว้ว่า สส.-สว. 1 ปีจะได้รับเงินบำนาญเลี้ยงดูจากภาษีประชาชนตลอดชีวิต แต่ถ้าเป็นไม่ถึง 1 ปี ได้รับการเลี้ยงดู 4 เท่า เช่น สภาชุดนี้ เข้ามาได้ประมาณ 2 เดือน แต่อยู่ไป 10 เดือน แล้วยุบสภา สส.ใหม่ทุกคนจะได้สิทธิในการรับเงินบำนาญ 40 เดือน แต่สิทธิอื่น ๆ เขาไม่ได้บังคับว่าจะต้องเป็นกี่วัน พ้นตำแหน่ง สส.ไป ไม่ได้เล่นการเมืองอีก ก็ได้สิทธิตลอดชีวิต ...สัปดาห์ที่ผ่านมา มี สส.ลาออกไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี สส.กับรัฐมนตรี เงินเดือนต่างกัน 2 พันบาท รวมทั้งอดีต สส.ลาออกไปสมัครนายกฯ อบจ. และนายกฯ เทศบาล รวมทั้งผู้ลาออกไปดำรงตำแหน่งเลขาฯ ต่าง ๆ ก็มีสิทธิได้รับบำนาญ สส. และ สว. ด้วย เท่ากับได้ 2 เด้งเลย” นพ.วรงค์ กล่าวทิ้งท้าย



