วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.30 น. ที่อาคารรัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงการใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS เป็นกรอบหลักในการเจรจาแก้ปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่าเรื่องนี้ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ บนกติกาสากล และไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ
กัมพูชาเข้าเป็นภาคี UNCLOS แล้ว เปิดทางเจรจาใหม่
ประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเป็นเรื่องที่ประชาชนกังวล โดยเฉพาะกรณีเส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาที่หลายฝ่ายมองว่าลากเข้ามาถึงกลางเกาะกูด ทำให้การเจรจาภายใต้กรอบเดิมไม่มีความคืบหน้า และเกิดข้อห่วงไยในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้กัมพูชาเข้าเป็นภาคี UNCLOS แล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงทำให้ทั้งไทยและกัมพูชาอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน คือ กฎหมายระหว่างประเทศทางทะเล รัฐบาลจึงเห็นว่าควรเริ่มต้นการพูดคุยกันใหม่ในกรอบทวิภาคีภายใต้ UNCLOS
แนวทางนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ผู้นำสองประเทศหารือกัน ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เน้นการพูดคุยแบบทวิภาคี และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน
การประนอมไม่ใช่การขึ้นศาล รักษาความน่าเชื่อถือประเทศ
นายสีหศักดิ์กล่าวถึงกรณีกัมพูชาเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ว่า ไทยจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะเป็นกระบวนการตามกติกาของ UNCLOS แต่ย้ำว่าไม่ใช่การยอมรับอำนาจศาล และไม่ใช่กระบวนการต่อสู้คดีในศาลระหว่างประเทศ แต่เป็นการประนอมเพื่อหาทางออก และประนอมผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย โดยมีผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทย 2 คน ฝ่ายกัมพูชา 2 คน และเลือกประธานอีก 1 คน ทำหน้าที่พิจารณาบนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่ตัดสินให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะหรือแพ้
ทั้งนี้ หากไทยไม่เข้ากระบวนการตามกติกา อาจกระทบความเชื่อมั่นของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อไทยต้องไปเจรจาความตกลงหรือพันธกรณีอื่น เช่น การเจรจาการค้าเสรี (FTA) ซึ่งคู่เจรจาจะตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของไทยในการปฏิบัติตามกติกาสากล
ข้อเสนอแนะไม่ใช่ข้อยุติสุดท้าย ยังคงเจรจาทวิภาคี
นายสีหศักดิ์กล่าวด้วยว่า ข้อเสนอแนะจากกระบวนการประนอมไม่ใช่ข้อยุติสุดท้าย หากมีประเด็นใดที่ฝ่ายไทยหรือกัมพูชายังรับไม่ได้ ก็ต้องกลับไปพูดคุยกันในกรอบทวิภาคีต่อไป รัฐบาลจึงยังคงรักษาช่องทางเจรจา พร้อมยึดผลประโยชน์ และอธิปไตยของไทยเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังได้กล่าวถึงปัญหามลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ และปัญหาสแกม ว่าเป็นภัยความมั่นคงข้ามชาติที่กระทรวงการต่างประเทศต้องเข้าไปมีบทบาท โดยได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวหารือกับผู้นำเมียนมาและลาว เพื่อผลักดันความร่วมมือแก้ปัญหาที่กระทบประชาชนไทยโดยตรง



