พีระพันธุ์ ชี้รัฐบาลแก้สัญญาโรงไฟฟ้าไม่ครบถ้วน
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ดำเนินการแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก โดยปรับลดราคารับซื้อและยกเลิกการต่ออายุสัญญาแบบอัตโนมัติ หรือสัญญาชั่วนิรันดร์ ว่าเป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ยังไม่เพียงพอ
ตั้งข้อสังเกตแนวทางแก้ไขที่เปลี่ยนไป
นายพีระพันธุ์ตั้งข้อสังเกตว่า ในสมัยที่นายปกรณ์ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนของนายปกรณ์ที่ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะทำงานชุดต่างๆ กลับไม่เห็นด้วยกับความพยายามแก้ปัญหานี้ โดยยืนยันว่าข้อตกลงและเงื่อนไขในสัญญาต้องแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่อาจใช้มติ กพช. ได้ เพราะ กพช. ไม่สามารถยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว
นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น จึงต้องมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปเจรจากับคู่สัญญาซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนกว่า 500 สัญญา และมอบหมายให้ กฟผ. ประสานงานกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อดำเนินการต่อไป จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า เหตุใดแนวทางที่เคยทักท้วงไว้ กลับกลายเป็นแนวทางที่ทำได้ขึ้นมา
ภาระค่าไฟจากโรงไฟฟ้าขนาดเล็กน้อยกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
นายพีระพันธุ์กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ภาระจากสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกระทบค่าไฟฟ้าเพียงประมาณ 10 สตางค์เศษต่อหน่วยเท่านั้น ขณะที่ “ค่าความพร้อมจ่าย” หรือ “ค่า AP” ในสัญญาที่ทำกับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ กระทบค่าไฟไม่น้อยกว่า 50-60 สตางค์ต่อหน่วย และยังมีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมอีกหลายประการ แต่รัฐบาลและคณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับไม่มีแนวทางว่าจะยกเลิกหรือเจรจาอย่างไร
ย้ำมติ ครม. 1 เมษายน 2568 ยังมีผลผูกพัน
นายพีระพันธุ์ย้ำว่า ได้นำเรื่องการแก้ปัญหาสัญญาค่าความพร้อมจ่ายเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ซึ่งมีมติให้ฝ่ายบริหารและคณะกรรมการ กฟผ. รวมทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกันเจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่แล้ว โดยนำเสนอ 3 แนวทาง ได้แก่
- หาแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (adder) และฟีดอินทารีฟ (FIT) และเงื่อนไขที่กำหนดให้สัญญาดังกล่าวมีอายุสัญญาต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา
- หาแนวทางแก้ไขปัญหาค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงาน (EP) รวมทั้งเงื่อนไขข้อตกลงอื่นในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาว (PPA) ทุกสัญญาที่มีเงื่อนไขทำให้ กฟผ. หรือรัฐเสียเปรียบ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมควร
- หาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคในข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าต่างๆ ที่ทำให้ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ไม่สามารถบริหารจัดการการสั่งผลิตไฟฟ้าให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดต่ำลงได้
นายพีระพันธุ์กล่าวว่า แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ มติ ครม. ดังกล่าวยังคงมีผลอยู่ จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลชุดนี้ และคณะกรรมการชุดที่มีนายปกรณ์เป็นประธาน ที่จะต้องติดตามเร่งรัดผลการเจรจาให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ไม่ใช่ปล่อยให้เงียบหายไป
ตั้งคำถามรัฐบาลไม่แตะสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
“คำถามที่สังคมควรได้รับคำตอบคือ เหตุใดรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจึงดำเนินการเฉพาะส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก แต่ไม่แตะต้องสัญญาที่รัฐเสียเปรียบโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่เลย ทั้งที่ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงเกิดจากเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่มากกว่าโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก” นายพีระพันธุ์กล่าว
นายพีระพันธุ์กล่าวว่า แม้โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กจะมีจำนวนมาก แต่กำลังการผลิตรวมมีเพียงหลักพันเมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ซึ่งมีเพียงประมาณสิบกว่าโรง กลับมีกำลังการผลิตรวมกว่า 18,000 เมกะวัตต์ และค่า AP หรือค่าความพร้อมจ่ายที่ประชาชนต้องจ่ายผ่านบิลค่าไฟโดยไม่ได้ผลิตไฟฟ้าจริงแม้แต่หน่วยเดียว ก็มีสัดส่วนสูงกว่าค่า Adder ของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กนับร้อยโรงอย่างมาก
“หากจะมีการเสนอ กพช. ให้ดำเนินการแก้ไขสัญญาในเรื่องนี้จริง ก็ต้องเสนอให้ดำเนินการในส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ด้วย เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่พึงต้องกระทำเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่มีผลผูกพันมาแต่เดิมอีกด้วย การแก้ปัญหาเพียงครึ่งเดียว ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายพีระพันธุ์กล่าว



