ภัทรพงษ์-พิศาล จี้รัฐบาลหยุดปล่อยเกียร์ว่าง แก้สารพิษข้ามแดน 6 ลำน้ำ
ภัทรพงษ์-พิศาล จี้รัฐบาลหยุดปล่อยเกียร์ว่าง แก้สารพิษข้ามแดน

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.พรรคประชาชน เชียงใหม่ และนายพิศาล มาณวพัฒน์ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาสารพิษปนเปื้อนข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองในลำน้ำ 6 สาย ซึ่งสถานการณ์เลวร้ายลงต่อเนื่องแต่รัฐบาลกลับละเลย พร้อมเรียกร้องให้ 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบ

สถานการณ์สารพิษปนเปื้อนครอบคลุมทุกห่วงโซ่

นายภัทรพงษ์ระบุว่า สถานการณ์ปนเปื้อนสารพิษครอบคลุมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่น้ำ ตะกอนดิน ดินเกษตร ปลา และพืช อยู่ในระดับอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่ 6 ลำน้ำ ได้แก่ กก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากรัฐบาล ด้านสุขภาพพบสารโลหะหนักทั้งสารหนู ตะกั่ว และปรอท ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและมีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจท่องเที่ยวริมน้ำปิดตัวไปแล้วกว่า 80% ขณะที่ญี่ปุ่นยกเลิกนำเข้าสินค้าเกษตรจากอำเภอแม่อาย เพราะกังวลสารพิษปนเปื้อนในน้ำ

เร่งรัฐบาลจัดการ 3 ด้าน

นายภัทรพงษ์กล่าวว่า มาตรการของรัฐบาลที่ผ่านมาเป็นมาตรการเชิงรับที่ไม่มีประสิทธิผล จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ 1. จัดการภายในประเทศ เนื่องจากร่างงบปี 2570 ไม่มีการจัดสรรงบสำหรับเรื่องนี้เลย จึงขอให้เตรียมงบกลางโดยด่วนสำหรับตรวจสอบอย่างเป็นระบบครอบคลุมทุกพื้นที่ ช่วยเหลือเกษตรกรที่พบดินปนเปื้อนด้วยการบำบัดดิน บำบัดน้ำ และปรับเปลี่ยนพืชที่ไวต่อสารโลหะหนักน้อยลง พร้อมจัดทำฐานข้อมูลในประเทศเพื่อใช้เจรจาระหว่างประเทศ 2. จัดการแร่ในประเทศให้ตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งเหมืองจนถึงประเทศปลายทางที่ส่งออก เพื่อหยุดไม่ให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่พิษ และ 3. แก้ที่ต้นตอด้วยการทูตสิ่งแวดล้อมเชิงรุก เนื่องจากไทยไม่เคยใช้เวทีระหว่างประเทศอย่างจริงจัง จนประชาชนต้องเคลื่อนไหวเองและเกิดความขัดแย้งที่เชียงใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แนะเตรียมข้อมูลต้องแน่น

อย่างไรก็ดี ก่อนเริ่มเจรจาระหว่างประเทศ นายภัทรพงษ์ขอให้รัฐบาลทำงานในประเทศให้พร้อม โดยเฉพาะการเตรียมข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน ทว่าที่ผ่านมารัฐบาลเริ่มทำงานด้านสิ่งแวดล้อมล่าช้า ที่ผ่านมามีการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพียงครั้งเดียวโดยไม่มีการหยิบยกประเด็นนี้ในวาระหารือ เช่นเดียวกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ก็ยังไม่เคยแสดงความเห็นเรื่องนี้เลย ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ สุชาติ ชมกลิ่น ประชุมคณะทำงานติดตามผลครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็ยังไม่เคยประชุมคณะทำงานเจรจาระหว่างประเทศเลยนับแต่ตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว

แนะ กต.อย่าทำแค่ MOU 44

ขณะที่นายพิศาลให้ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการเจรจาของรัฐบาลไทยว่า ขอแนะนำรัฐบาลไทย โดยเฉพาะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อย่าทำเพียงเรื่อง MOU 44 และเตรียมประชุมอาเซียนสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเมียนมาเท่านั้น แต่ควรใช้ความเชี่ยวชาญทางการทูตแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับประชาชนรากหญ้า เช่น น้ำปนเปื้อนสารพิษจากโรงงานเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีข้อเสนอ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. กระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นผู้นำแก้ปัญหาน้ำเสีย ไม่ใช่เดินตามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะรัฐมนตรีกระทรวงอื่นไม่มีความเชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์เท่าสีหศักดิ์ ต้องใช้จุดแข็งของไทยต่อรองกับประเทศใหญ่ทั้งในและนอกภูมิภาค 2. การเจรจาไม่จำเป็นต้องทำกับรัฐบาลเมียนมา เพราะเข้าไม่ถึงการบริหารดินแดนกลุ่มชาติพันธุ์ที่โรงงานปล่อยน้ำปนเปื้อนตั้งอยู่ แต่ต้องพูดตรงกับฝ่ายจีน ซึ่งข้อมูลสหประชาชาติระบุว่าถือหุ้นในบริษัทเหมืองแร่ถึงร้อยละ 90 โดยสื่อสารด้วยชั้นเชิงทางการทูตว่าอย่ามองข้ามความรู้สึกของคนไทย เพราะฝ่ายจีนจะได้ประโยชน์มากกว่าในการแก้ภาพลบและได้ใจคนไทยทั้งประเทศ และ 3. หากจีนไม่กระตือรือร้น กระทรวงการต่างประเทศควรยกระดับใช้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคแม่น้ำโขงกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ซึ่งพร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว โดยเชิญทูตประเทศเหล่านี้มาหารือความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีทันสมัยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพและชีวิตของประชาชนในอนุภูมิภาค